พระธาตุบังพวน (Phrathat Bang Phuan)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ห่างจากตัวเมืองประมาณ 23 กิโลเมตร
โดยเดินทางจากตัวเมืองหนองคายมาตามทางหลวงหมายเลข 2
(หนองคาย-อุดรธานี) ประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 ทางไปท่าบ่อ ถึงกิโลเมตร 10
พระธาตุบังพวนเป็นเจดีย์เก่าแก่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านาน
ตัวองค์พระธาตุเดิมเป็นเจดีย์สร้างด้วยอิฐเผา มีรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่น
ลักษณะเจดีย์ เป็นรูปสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์
เจดีย์องค์ปัจจุบันบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากรในระหว่างปี พ.ศ. 2519-2521
หลังจากที่องค์เดิมได้พังทลายลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513
เนื่องจากฐานทรุด พระธาตุองค์ปัจจุบันมีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร
สูงถึงยอดฉัตร 34.25 เมตร รูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆังชั้นที่ 6
เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลีและเหนือชั้นไปเป็นที่ตั้งฉัตรและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณะงดงามมาก
ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1
นิ้ว ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง
เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองหนองคายนับถือมาก
มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยหลายตอน
เสด็จในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ
ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทานช่วงปี พ.ศ. 2468
หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในประเทศล้านช้างและตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์
แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง
บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์
และขนานนามพระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า
พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ
พ.ศ. 2321 พระเจ้าธรรมเทววงศ์ได้อัญเชิญไปไว้ ณ เวียงจันทน์
และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญมาฝั่งไทย แต่เกิดพายุ พระสุกจมน้ำอยู่ที่ปากงึ่ม (เวินพระสุก)
ส่วนพระเสริมและพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยและวัดหอกล่อง
ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย
จังหวัดหนองคายทุกปี ในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตามประวัติกล่าวว่าพระธาตุองค์นี้ได้พังลงไปในแม่น้ำโขงเมื่อปี พ.ศ. 2390
เนื่องจากตลิ่งถูกน้ำเซาะ ปัจจุบันจะเห็นองค์พระธาตุตั้งอยู่ที่กลางลำโขง
สถานที่ตื้ง : อำเภอเมือง
วัดโพธิ์ชัยตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง
วัดโพธิ์ชัยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดหนองคาย
ลักษณะเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก
และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง
บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนาม
พระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่
พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้องมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ
เดิมทีนั้นหลวงพ่อพระใสได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ พ.ศ. 2321
สมัยกรุงธนบุรีได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเวียงคำ และถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดโพนชัย เมืองเวียงจันทน์อีก
ต่อมาในรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฎ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใส ลงมาด้วย โดยอัญเชิญมาจากภูเขาควายขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่
ซึ่งผูกติดกันอย่างมั่นคงล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงตรงบ้านเวินแท่นในขณะนั้น เกิดอัศจรรย์แท่นของพระสุกได้เกิดแหกแพจมลงไปในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุพัดแรงจัด และบริเวณนั้นได้นามว่า "เวินแท่น"
การล่องแพก็ยังล่องมาตามลำดับจนถึงน้ำโขง (ปากน้ำงึม) เฉียงกับบ้านหนองกุ้ง
อำเภอ โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ได้เกิดพายุใหญ่ เสียงฟ้าคำรามคะนองร้องลั่น ในที่สุดพระสุกได้แหกแพจมลงไปในน้ำ
ซึ่งอาการวิปริตต่างๆ ก็ได้หายไปเป็นอัศจรรย์ยิ่ง บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "เวินสุก"
และพระสุกก็จมอยู่ในน้ำตรงนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7
ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ
สถานที่ตั้ง : อำเภอท่าบ่อ
ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง
ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้างเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมากนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 3.29 เมตร
สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือมาก
จากหลักฐานศิลาจารึกทำให้ทราบว่าพระเจ้าองค์ตื้อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2105
ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐา กษัตริย์นครเวียงหล่อโดยใช้ทองคำ ทองเหลืองและเงินผสมกัน
รวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ (ตื้อ เป็น มาตราโบราณของอีสาน)
ใช้เวลาในการสร้าง 7 ปี 7 เดือน
ทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประจำทุกปี ในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
สถานที่ตื้ง : อำเภอศรีเชียงใหม่

ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท โดยหลวงปู่์เทสก์ เทสรังสี ได้ริเริ่มจัดตั้งให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์
แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย บริเวณโดยรอบสะอาด เรียบร้อยและเงียบสงบ
ร่มรื่นด้วยไม้นานาพันธ์ มีพื้นที่ด้านหนึ่งติดกับลำน้ำโขง ทัศนียภาพสวยงาม ได้รับการจัดตั้งให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
เมื่อปี พ.ศ. 2523
สถานที่ตั้ง : อำเภอปากคาดวัดสว่างอารมณ์ หรือ วัดถ้ำศรีธน จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 212 ไป 90
กิโลเมตร ถึงอำเภอปากคาด มีทางแยกขวาเข้าวัดไปอีก 500 เมตร วัดสว่างอารมณ์ตั้งอยู่บริเวณลานหินเนินเขา ร่มรื่นด้วยต้นไม้และลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน
บริเวณใต้โขดหินใหญ่ประดิษฐานพระนอนให้ผู้คนสักการะบูชา บนโขดหินมีอุโบสถทรงระฆังคว่ำ หากขึ้นไปถึงด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลจนถึงฝั่งลาว
อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ (Prap Ho Monument)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
เป็นอนุสาวรีย์เทิดทูนความดีของผู้ล่วงลับไปแล้วในการปราบฮ่อ ในปี พ.ศ. 2429
เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
รับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการปราบฮ่อ
เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำรวจภูธร จังหวัดหนองคายต่อมาในปี พ.ศ. 2492
ทางจังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณให้เสริมสร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างามสมกับเป็นอนุสาวรีย์ของผู้ที่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ให้เป็นศรีสง่าแก่เมืองหนองคายสืบไป
จึงย้ายมาสร้างใหม่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มีคำจารึกที่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ทิศ ทั้งภาษาไทย จีน ลาว และอังกฤษ
ทางจังหวัดได้กำหนดให้มีการจัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์เป็นประจำทุกวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี
ศาลาแก้วกู่ (Sala Kaeo Ku)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ด้านขวามือ
ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย
สถานที่ซึ่งคล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดงรูปปั้นทางศาสนาแห่งนี้
เกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งได้สร้างสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521
ตามความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้
งานปั้นอันใหญ่โตอลังการนี้มีทั้งพระพุทธรูปและรูปเทพฮินดูต่างๆ
รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์และตำนานพื้นบ้าน
เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 07.00–17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท
ตลาดท่าเสด็จ (Tha Sadet Market)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมือง
เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ในแถบอินโดจีนและยุโรปตะวันออกมีทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง
อาหารแปรรูป และข้าวของเครื่องใช้ เช่น
เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องครัว
ตัวอักษร
