สถานที่ตั้ง : อำเภอธวัชบุรี
ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่ ตำบลมะอี ปรางค์กู่ คือ กลุ่มอาคารที่มีลักษณะแบบเดียวกันกับอาคารที่เชื่อกันว่า
คืออโรคยาศาลตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหมอันประกอบด้วย
ปรางค์ประธาน บรรณาลัย กำแพงพร้อมซุ้มประตู และสระน้ำนอกกำแพง
โดยทั่วไปนับว่าคงสภาพเดิมพอควร โดยเฉพาะปรางค์ประธานชั้นหลังคาคงเหลือ 3 ชั้น
และมีฐานบัวยอดปรางค์อยู่ตอนบน อาคารอื่นๆ แม้หักพังแต่ทางวัดก็ได้จัดบริเวณให้ดูร่มรื่นสะอาดตา
นอกจากนี้ภายในกำแพงด้านหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ยังพบโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นวางเก็บรักษาไว้ใต้อาคารไม้ ได้แก่ทับหลังหินทราย
สลักเป็นภาพบุคคลนั่งบนหลังช้างหรือวัว
ภายในซุ้มเรือนแก้วหน้ากาล จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม
กล่าวว่าเป็นทับหลังหน้าประตูมุขของปรางค์ประธาน เสากรอบประตู 2 ชิ้น
ชิ้นหนึ่งมีภาพสลักรูปฤาษีที่โคนเสาศิวลึงค์ขนาดใหญ่พร้อมฐานที่ได้จากทุ่งนาด้านนอกออกไป
และชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นฐานของพระสังกัจจายน์ปูนปั้น
กำหนดอายุว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 18
สถานที่ตั้ง : อำเภอเกษตรวิสัย
ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังอยู่ในสภาพดีพอสมควร
ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีวิหาร
หรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกว่าบรรณาลัย
อยู่ทางด้านเหนือหน้าทั้งสองข้าง ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ
ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบ
ปรางค์ประธาน หรืออาคารหลักที่มี 3 องค์นั้น ตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้
แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ที่ขนาบข้าง
และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาวมีประตูทาง
เข้า 3 ทางคือด้านหน้าและด้านข้างของห้องยาวทั้งสอง
ส่วนฐานขององค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาทรายยังคงปรากฏลวดลายสลักเป็นชั้น
เป็นแนว เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก ผนังก่ออิฐ ที่ห้องในสุดหรือ
ส่วนครรภคฤหะได้ค้นพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพสูงสุด (พระอิศวร)
และความอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความ เชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพ
พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว โดยยืนอยู่เหนือหน้ากาลซึ่งมีมือยึดจับท่อนพวงมาลัยอีกทีหนึ่ง
และยังได้พบซุ้มหน้าบันสลัก
เป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ที่ขนาบนั้น
มีขนาดและลักษณะเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาทราย ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า
ภายในมีแท่นรูปเคารพวางอยู่จากลวดลายของศิลปกรรม แบบแผนผังและโบราณวัตถุ
ที่พบแสดงให้ทราบว่า กู่กาสิงห์สร้างขึ้นในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า "แบบบาปวน"
อายุราว พ.ศ. 1560-1630 เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศ
ถวายแด่พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์
สถานที่ตั้ง : อำเภอสุวรรณภูมิ
ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ วัดกู่พระโกนา หมู่ 2 ตำบลสระคู การเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางตามทางหลวงสาย 215
ผ่านอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ จากนั้นเข้าสาย 214 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงกู่พระโกนา
ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร
จากจังหวัด ปัจจุบันมีวัดสร้างอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีถนนเป็นทางแยกเข้าไปทางด้านซ้ายมือ ด้านหน้าเป็นสวนยาง
กู่พระโกนา ประกอบด้วย ปรางค์อิฐ 3 องค์ บนฐานศิลาทราย เรียงจากเหนือไปใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า-ออกทั้ง 4 ด้าน ก่อด้วยหินทรายเช่นกัน ปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อปี พ.ศ. 2417
โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ
หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค 6 เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า
ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ ก็ได้รับการบูรณะจากทางวัดเช่นกัน
แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัดสร้างศาลาครอบ
ภายในมีหน้าบันสลักเรื่องรามายณะ และทับหลังสลักภาพ พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่ที่เดิม
คือเหนือประตูทางด้านหน้า ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตก หล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ
ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล
นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นอยู่ที่พื้น เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโค และมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย
สันนิษฐานว่า กู่พระโกนาเดิมจะมีสะพานนาคและทางเดิประดับเสานางเรียงทอดต่อไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำ
หรือบารายซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร จากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลัก
และเสากรอบประตู ซึ่งเป็นศิลปะขอมที่มีอายุในราวปี พ.ศ. 1560-1630 (แบบบาปวน)
สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
วัดบูรพาภิราม ตั้งอยู่ที่ถนนผดุงพานิช ตำบลในเมือง ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ใครที่มาถึงตัวเมืองร้อยเอ็ดคงได้พบกับภาพที่น่าตื่นตาขององค์พระเจ้าใหญ่
หรือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี ซึ่งประทับยืนเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้จากระยะไกล
องค์พระเจ้าใหญ่นั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบูรพาภิรามในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวร้อยเอ็ด
ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอันแรงกล้าของชาวเมือง
ที่ได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพรที่กล่าวกันว่าสูงที่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้องค์พระเจ้าใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่บนเนินในเมือง เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด
ส่วนอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถ้ำน้ำพิพัฒน์สัตยา
ปัจจุบันเป็นสถานที่ศึกษาปริยัติธรรม และสถานที่สอบธรรมสถาน
ชื่อโรงเรียนสุนทรธรรมปริยัติ บริเวณผนังรอบพระอุโบสถมีภาพวาดจิตรกรรม
เกี่ยวกับพุทธประวัติ สวยงามและมีค่าทางศิลปะ
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง

ตั้งอยู่ในตัวเมือง เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระสังกัจจายน์
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพสักการะ สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏ
และเมื่อปี พ.ศ. 2325 พระยาขัตติยะวงษา(ท้าวธน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก
ได้พบพระองค์นี้เห็นว่ามีความเก่าแก่
และศักดิ์สิทธิ์มาก จึงได้นำมาประดิษฐานที่วัดสระทองและยก ใ้ห้เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง
ในอดีตข้าราชการทุกคนต้องมาสาบานตนต่อหน้าหลวงพ่อว่าจะซื่อสัตย์ต่อบ้าน เมืองเป็นประจำทุกปี
สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ (Sim Wat Traiphum Khanachan)
สถานที่ตั้ง : อำเภอสุวรรณภูมิ
สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านตากแดด ตำบลหัวโทน
ลักษณะทางศิลปกรรม เป็นสิมแบบพื้นเมืองอีสาน ประเภทสิมทึบ มีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ
ล้อมรอบหน้าบันและรังผึ้งของสิมมีลายแกะสลักสวยงามภายในมีจิตรกรรมหรือ
ฮูปแต้ม แสดงเรื่องในพุทธศาสนา สันนิษฐานว่ามีอายุในราวสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ตอนต้น
ด้านนอกสิมมีพระพุทธรูปแบบอีสานขนาดใหญ่ ซึ่งย้ายมาจากวัดใต้วิไลธรรม
ซึ่งย้ายมาจากวัดใต้วิไลธรรม ในเขตอำเภอเดียวกัน (สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2541
และได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามประจำปี พ.ศ. 2541
การเดินทาง จากอำเภอเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 214
เข้าทางหลวงหมายเลข 215 ถึงอำเภอสุวรรณภูมิ เลี้ยวเข้าซอยข้างอำเภอแล้วตรงไปประมาณ 5 กิโลเมตร
สถานที่ตั้ง : อำเภอหนองพอก
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่บนเขา บริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ตำบลโคกสว่าง
อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย
ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่างพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่กลางวงเวียนห้าแยกสายน้ำผึ้ง ใกล้วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด
โดยประวัติของ พระขัติยะวงษา (ทน)นั้น
เป็นบุตรท้าวจารย์แก้วได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรกเมื่อปี พ.ศ. 2318
ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้นำในการสร้างบ้านแปงเมืองโดยอพยพผู้คนจากเมืองท่ง
มาตั้งรกรากที่เมืองกุ่มร้าง หรือเมืองร้อยเอ็ด ถือได้ว่าท่านเป็นผู้มีความสามารถด้านการปกครอง ในการรวบรวม
ผู้คนบูรณะฟื้นฟูและทะนุบำรุงเมืองร้อยเอ็ดจนเป็นปึกแผ่นเจริญรุ่งเรืองในที่สุด
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด (Mueang Roi Et Municipality Aquarium)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรเทพ (หน้าวัดบึงพระลานชัย) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง เป็นอาคาร 2
อาคารเชื่อมต่อกัน อาคารแรกประกอบด้วยห้องโถง ห้องบรรยาย ห้องนิทรรศการ สำนักงาน
ห้องจำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ส่วนอาคารที่ 2 เป็นอาคารสองชั้น
ชั้นล่างเป็นส่วนแสดงพันธุ์สัตว์น้ำประกอบด้วยตู้ปลาขนาดเล้กที่ฝังอยู่ในผนังรอบๆอาคาร จำนวน 24 ตู้
กลางอาคารเป็นตู้ปลาขนาดใหญ่ 1 ตู้ กว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร
มีอุโมงค์แก้ว ผ่านกลางตู้สำหรับให้ผู้เข้าชมเดินชมได้อย่างใกล้ชิด ชั้นบนของอาคารเป็นบ่อพักน้ำ ถังกรองน้ำ
บ่อพักและสำรองพันธุ์สัตว์น้ำไว้สำหรับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกับตู้แสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่ป่วยด้านนอกของตัวอาคาร
จะมีการจัดภูมิทัศน์ให้เหมาะสมแก่ตัวอาคาร
โดยจัดเป็นสวนหย่อมและปลูกไม้ดอกไม้ประดับโดยรอบของตัวอาคารพร้อมทั้งจัดให้มีลานจอดรถสำหรับผู้เข้าชมอีก 2 จุด
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดนี้เปิดทุกวันเว้นวันจันทร์
อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. อัตราค่าเข้าชม เด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท
และชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4351 1286
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการ
การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง
เป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ทุกด้านของจังหวัดแห่งนี้
เดิมทีเดียวนั้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด จัดตั้งขึ้นตามดำริของท่านศาสตราจารย์ ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์
ในอันที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ฯ ศิลปหัตถกรรมอีสาน โดยเฉพาะผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง
ต่อมาเมื่อกรมศิลปากรมีนโยบายในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง
จึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้าน
ทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณีโบราณคดี ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม
พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่ถนนเพลินจิต อำเภอเมือง เปิดทุกวันเวลา 09.00-16.00 น. เว้นวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด (Roi Et Somdet Phra Srinakharin Park)
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
เป็นสวนสาธารณะกลางเมือง อยู่หน้าศาลากลางจังหวัด เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2529 มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่
ตกแต่งบริเวณด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ และต้นไม้น้อยใหญ่เพื่อให้ความร่มรื่น
จุดเด่นของสวนแห่งนี้อยู่ที่น้ำพุบริเวณใจกลางสวนที่พุ่งฉีดในระดับสูง
มีหอนาฬิกากลางเมืองสวยเด่นเป็นสง่าแก่เมืองร้อยเอ็ด มีอาคารอ่านหนังสือไว้สำหรับบริการประชาชน
สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลและพิธีการต่างๆ ของจังหวัด เช่น งานปีใหม่
สถานที่ตั้ง : อำเภอหนองพอก
เป็นโครงการสวนพฤกษศาสตร์ในวรรณคดีประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดงมะอี่ ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 85
กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ เป็นเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้แบ่งตามวรรณคดี เช่น
เรื่องพระเวสสันดร ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเบงพ่าย ลานพุทธประวัติ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรแยกตามสรรพคุณ บริเวณสวนมีสภาพภูมิประเทศสวยงาม
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ (Tham Pha Nam Thip Non-hunting Area)
สถานที่ตั้ง : อำเภอหนองพอก
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 151,242 ไร่
โดยสภาพพื้นที่จะเป็นเทือกเขาหินทรายสูงชันและสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง
ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่พบในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ได้แก่ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก ลิง กระรอก กระแต เป็นต้น
จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในบริเวณเขตห้ามล่าฯ คือ ผาภูไท
ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และผาหมอกมิวาย เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง ระยะทาง 2 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร
นักท่องเที่ยวสามารถเดินเองได้ บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ มีบริการบ้านพักและสถานที่สำหรับกางเต็นท์ หากต้องการเข้าพักเป็นหมู่คณะ
และต้องการเจ้าหน้าที่นำทางต้องทำหนังสือติดต่อล่วงหน้าไปยังหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์และวรรณคดีตะวันออกเฉียงเหนือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์
ตู้ ปณ.1 ตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 45210 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 9551 1782
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2
แสนตารางเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพันธุ์ไมต่างๆ
ร่มรื่นและในบึงน้ำมีปลาชนิดต่างๆ
หลายพันธุ์มากมาย มีเรือสำหรับให้ประชาชนได้พายเล่นในบึง นอกจาก
นั้นยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด รวมทั้ง
จัดมหรสพต่างๆ ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่า สนใจ คือ :
» ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นที่เคารพบูชาของชาวร้อยเอ็ด
»
พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่อยู่กลางสวนดอกไม้
»
พานรัฐธรรมนูญและนาฬิกาดอกไม้
»
ภูพลาญชัย ซึ่งมีลักษณะเป็นสวนสัตว์และน้ำตกจำลอง
»
สนามเด็กเล่น นกชนิดต่างๆ สวนสุขภาพ และสวนออกกำลังกาย
สถานที่ตั้ง : อำเภอเสลภูมิ
อยู่ในเขตตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ ห่างจากตัวอำเภอเสลภูมิไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร
เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 7,500 ไร่
ในบังน้ำแห่งนี้มีน้ำขังตลอดปี ริมบึงมีหาดทรายขยวาสะอาด กว้างขวาง
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพนทอง
แหลมนี้เป็นจุดพักผ่อนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบโพนทอง
ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ครอบครองพื้นที่ประมาณ 20 ไร่
ตั้งอยู่ประมาณสองกิโลเมตรทางตะวันออกของสำนักงานอำเภอโพนทอง (ถนนสายอำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก)
สถานที่ตั้ง : อำเภอหนองพอก

The
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอหนองพอก การเดินทาง
ใช้เส้นทางสายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก รวมระยะทางทั้งหมด 62 กิโลเมตรจากตัวเมืองร้อยเอ็ด
เป็นผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำไหลและซึมตลอดปีอยู่บนภูเขาเขียว
มีเนื้อที่ประมาณ 20,000ไร่ เป็นป่าไม้เนื้อแข็งนานาชนิด
มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ไก่ป่า บนเขาลูกนี้มี วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม มีเนื้อที่ 2,500ไร่
โดยมีพระอาจารย์ศรีมหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัต เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
ภายในบริเวณมีพระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย
ออกแบบโดยกรมศิลปากร เป็นสีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม
รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร
ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่
เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และได้ตกแต่งลวดลายงามวิจิตรของศิลปะยุคใหม่และยุคเก่าผสมเป็นศิลปะร่วมสมัยที่หาดูได้ยาก
พระมหาเจดีย์ชัยมงคลนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม
สถานที่ตั้ง : อำเภอธวัชบุรี
บ้านหวายหลืม ตั้งอยู่ที่ตำบลมะบ้า อำเภอธวัชบุรี บนเส้นทางสายร้อยเอ็ด-ยโสธร
ตรงหลักกิโลเมตรที่ 145-146 ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ด25 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหม มีการจัดตั้ง
"กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต" เป็นศูนย์รวมและจำหน่ายผลิตภัฑณ์
สถานที่ตั้ง : อำเภอหนองพอก
เดิมเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่กว้างใหญ่ของอีสาน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดคือ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ ยโสธร
และมหาสารคาม มีเนื้อที่ 2,000,000 ไร่
พื้นที่หนึ่งส่วนสามอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด สาเหตุที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ ได้นี้ชื่อว่า "ทุ่งกุลาร้องไห้" นั้น
มีเรื่องเล่าว่า พ่อค้าชาวเผ่ากุลาคนหนึ่ง เดินทางมาขายตามหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)
พ่อค้าต้องการจะเข้าไปขายของอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ไกลออกไปมาก เพราะทางไปนั้น
มีแต่ทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง พ่อค้าชาวกุลานั้น คิดว่าตนเองเป็นนักต่อสู้ที่มีความเข้มแข็งและมีความอดทนเต็มเปี่ยม
เมื่อพ่อค้าออกเดินทาง ก็พบว่าตลอดทางนั้น มีแต่ทุ่้งหญ้า ต้นไม้เล็ก ๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ที่พอจะอาศัยใช้ร่มเงาได้เลย
และเดินทางมาไกลขึ้นเรื่อย ๆ อาหารและน้ำที่เตรียมมาก็หมดลง
พ่อค้าชาวกุลาก็หมดแรงด้วยความเหนื่อยล้า จึงนั่งลงร้องไห้ จึงทำให้นับแต่นั้นมา
ชาวบ้านก็พากันเรียกท้องทุ่งแห่งนี้ว่า "ทุ่งกุลาร้องไห้"
ปัจจุบันท้องทุ่งกว้างแห่งนี้ได้รับการพัฒนาจากส่วนราชการ และหน่วยงานต่าง ๆ บางแห่งก็เป็นพื้นที่ทำการเกษตร
บางแห่งให้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์
ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นกว่าสมัยก่อน
ตัวอักษร
