สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทอง, แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทอง, ที่เที่ยวจังหวัดอ่างทอง

สถานที่ท่องเที่ยว ในจังหวัดอ่างทอง
โบราณสถานและประวัติศาสตร์
พระตำหนักคำหยาด
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
ตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สภาพปัจจุบันมีเพียงผนัง 4 ด้าน แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม เช่น ลวดลายประตู ซุ้มจรนำ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่าเมื่อ พ.ศ.2450 ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งนี้และทรงมีพระราชหัตถเลขาอรรถาธิบายไว้ว่าเดิมทีทรงมีพระราชดำริว่า ขุนหลวงหาวัด (เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต) ทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทอง แล้วสร้างพระตำหนักคำหยาดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อจำพรรษาเนื่องจากมีชัยภูมิที่เหมาะสม ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นตัวพระตำหนักสร้างด้วยความประณีตสวยงามแล้ว พระราชดำริเดิมก็เปลี่ยนไปด้วยทรงเห็นว่าไม่น่าที่ขุนหลวงหาวัดจะทรงมีความคิดใหญ่โต สร้างสร้างที่ประทับชั่วคราวหรือที่มั่นในการต่อสู้ให้ดูสวยงามเช่นนี้ ดั้งนั้นจึงทรงสันนิษฐานว่า พระตำหนักนี้คงจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศ เพื่อเป็นที่ประทับแรม เนื่องจากมีพระราชนิยม เสด็จประพาสเมืองแถบนี้อยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างที่ประทับไว้ที่บางปะอิน ขณะที่กรมขุนพรพินิตผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ได้ทรงนำข้าราชบริพารกับพระภิกษุที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ออกจากพระนครศรีอยุธยามาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ทองและประทับอยู่ที่ตำหนักคำหยาดนี้เพื่อไปสมทบกับชาวบ้านบางระจัน ปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้บูรณะและขึ้นทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว
วัดขุนอินทประมูล
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
วัดขุนอินทประมูล
วัดขุนอินทประมูล

ตั้งอยู่ในเขตตำบลอินทประมูล เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคาดว่าเป็นวัดขนาดใหญ่และยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มีชื่อว่าพระศรีเมืองทอง มีความยาววัดจากปลายพระเมาลีถึงปลายพระบาทได้ 50 เมตร (25 วา)เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ ปรักหักพังไปเหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนมานานนับเป็นร้อยๆ ปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน องค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาสักการะบูชา อาทิเช่น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. 2296 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯในปีพ.ศ. 2421 และ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯ มาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ.2516 และเสด็จมานมัสการอีกครั้งในปี พ.ศ. 2518 พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างนิยมมานมัสการเป็นเนืองนิจ

นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูลยังมีโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐาน ผนังบางส่วนและองค์พระพุทธรูปด้านหน้าพระนอนมีศาลรูปปั้นขุนอินทประมูล ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่าเป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า "วัดขุนอินทประมูล"
บ้านคูเมือง
สถานที่ตั้ง : อำเภอแสวงหา
ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบ้านไผ่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหาประมาณ 4 กิโลเมตรและห่างจากค่ายบางระจันเพียง 3 กิโลเมตรเศษ ที่บ้านคูเมืองนี้ นักโบราณคดีได้สำรวจพบซากเมืองโบราณซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชุมชนสมัยทวาราวดีมีร่องรอยเหลือเพียงคูเมืองขนาดกว้างกับเนินดินขุดพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา กระดูกสัตว์ ลูกปัดและหินบดยาเป็นโบราณสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว
วัดสีบัวทอง
สถานที่ตั้ง : อำเภอแสวงหา
ตั้งอยู่ที่ตำบลสีบัวทอง ริมคลองสีบัวทอง ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหาประมาณ 11 กิโลเมตร วัดนี้เดิมสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เป็นพื้นที่ทางโบราณคดี ที่หลงเหลือเพียงพระอุโบสถที่มีเพียงสองผนัง แต่ละผนังมีความหนาประมาณ 1 เมตร ทำอิฐขนาดใหญ่ยังคง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายซึ่งเป็นศิลปะลพบุรีนอกจากนี้ ยังพบกระเบื้องเชิงชายลายเทพนมที่วัดนี้ เหนือขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตรเกี่ยวจะพบกับวัดร้างที่มีซากปรักหักพังของวิหารเล็กๆ ทำด้วยอิฐขนาดใหญ่ทั้งสองวัดเก่าแก่นี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายและได้หยุดการสร้างลงในช่วงที่ค่ายบางระจันทร์แตก นอกจากนี้ตำบลสีบัวทองยังเป็นบ้านเกิดของ 4 วีรบุรุษที่มีชื่อเสียงในการร่วมรบของค่ายบางระจันทร์ได้แก่ นายแท่น นายเมือง นายโชติ นายอิน
สามโก้
สถานที่ตั้ง : อำเภอสามโก้
อยู่ห่างจากจังหวัดอ่างทองประมาณ 25 กิโลเมตร แม้เป็นอำเภอเล็กๆ ซึ่งเดิมเป็นตำบลหนึ่งขึ้นกับอำเภอวิเศษชัยชาญได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอและเป็นอำเภอ เมื่อ พ.ศ. 2508 ความสำคัญในประวัติศาสตร์ได้ปรากฏในพงศาวดารว่าเป็นเส้นทางที่พม่าเดินทัพจากด่านเจดีย์สามองค์ผ่านเข้ามาตั้งค่ายพักแรมก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยาและเป็นที่ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระเอกาทศรถ เคยเสด็จนำทัพหลวงผ่านบ้านสามโก้แห่งนี้เพื่อทรงทำสงครามยุทธหัตถี ที่ตำบลตระพังตรุ จังหวัดสุพรรณบุรี จนทรงได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันสามโก้เป็นอำเภอที่น่าสนใจมากอำเภอหนึ่งในแง่ประเพณีและศิลปะพื้นบ้าน กล่าวคือ สามโก้ได้มีพื้นที่การเกษตรบางส่วนที่เปลี่ยนจากพื้นที่ทำนาเป็นพื้นที่ทำการเกษตรด้านอื่นเช่น การทำนาบัว การทำสวนมะพร้าวพันธุ์ดี และการทำไร่นาสวนผสม ซึ่งเกษตรกรรู้จักพัฒนาอาชีพด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรให้มีทั้งคุณภาพและปริมาณสามารถทำรายได้อย่างน่าพอใจ นอกจากนี้สามโก้ยังได้เป็นถิ่นแดนของเพลงพื้นเมืองที่มีพ่อเพลงและแม่เพลงที่มีบทบาทในการฟื้นฟูการละเล่นและอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านอีกด้วย
ศาสนสถาน
 วัดอ่างทองวรวิหาร
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
วัดอ่างทอง เดิมเป็นวัดราษฎร์เล็ก ๆ 2 วัด คือวัดโพธิ์ทองและวัดโพธิ์เงิน สร้าง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาใน พ.ศ.2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จทางชลมารคได้ทอดพระเนตรเห็นวัดทั้งสองนี้จึงมีพระราชดำริให้รวมเป็นวัดเดียวกัน พระราชทานว่า “วัดอ่างทอง” ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว หรือ ข้างศาลากลางจังหวัดอ่างทอง พุทธสถานที่สำคัญได้แก่ พระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ.ศ.2499 - 2500 แทนอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่ 2445 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน พระเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยม ประดับกระจกสี หมู่กุฏิทรงไทย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระประธานคู่วัดมาตั้งแต่เดิม และค่อนข้างชำรุดทรุดโทรมใกล้จะหักพังลงมา จึงได้มีการหล่อพระประธานขึ้นใหม่ด้วยโลหะ ลงรักปิดทอง แต่กลับไม่คาดคิด พระพุทธรูปที่เอนเอียงใกล้จะพังกลับมีลักษณะที่ตั้งตรงกับฉัตรเหนือพระเศียรพอดี ก่อเกิด ความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็น ประชาชนจึงพากันเลื่อมใสและบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีความแข็งแรงขึ้น ส่วน พระประธานองค์ใหม่ได้นำมาประดิษฐานไว้หน้าองค์เดิม วัดต้นสน
วัดต้นสน
วัดต้นสน
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปีพ.ศ.2310 แต่ไม่มีการ จดบันทึกประวัติเป็นหลักฐานแน่ชัด วัดต้นสน อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่โบราณ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร พระนามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตตรธัมมบดีศรีเมืองทอง หรือเรียกชื่อย่อว่า “สมเด็จพระศรีเมืองทอง” ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 1 ศอก 19 นิ้ว หล่อด้วยโลหะทั้งองค์ลงรักปิดทอง พระราชสุวรรณโมลี เจ้าอาวาสวัดต้นสนเดิมเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2516 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีสวมเกตุสมเด็จพระศรีเมืองทอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2528 นับเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะขนาดใหญ่ที่สุดองค์แรกและมีพุทธลักษณะที่สวยงามมากอีกองค์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีวังปลาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย
วัดมธุรสติยาราม
สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง
ตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) เลยสี่แยกทางเข้าอ่างทอง สายเอเชียไปทางนครสวรรค์ประมาณ 500 เมตร เลี้ยวขวาเข้าปั้มน้ำมันปตท.ไปประมาณ 30 เมตร เดิมชื่อวัดกุฏิ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประคำทองซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาเก่ามาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าวัดนี้น่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีหลักฐานสำคัญเหลือให้เห็นคือ กำแพงแก้ว พระอุโบสถ เจดีย์และวิหาร ซึ่งวางจัดกลุ่มได้เหมาะสม มีรูปทรงที่งดงาม พระอุโบสถเจดีย์เป็นรูปโค้งสำเภาก่ออิฐถือปูนกว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร หลังคาสูง 6 เมตร มุงด้วยกระเบื้องดินเผา สิ่งที่เป็นศิลปะชั้นเยี่ยมของพระอุโบสถได้แก่ หน้าบันไม้ด้านหน้า และด้านหลังพระอุโบสถแกะสลักลายอย่างวิจิตรพิศดาร เป็นลายดอกบัวอยู่กลาง ก้านขด ปลายลายเป็นช่องหางโต แปลกตรงที่ลายดอกบัวมีลักษณะคล้ายจะเป็นเทพนมอยู่ยอดดอกบัว
วัดจันทรังษี
สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2446 ตั้งอยู่ระหว่างสองฝั่งถนน มีการจัดสวนประดับประดาด้วย ต้นไม้น้อยใหญ่อย่างสวยงาม ภายในวัดมีวิหารจัตุรมุขมียอดบุษบกกลาง 5 ชั้น สูง 48 เมตร กว้าง 24 เมตร ยาว 33 เมตร มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในจังหวัด อ่างทอง ภายในประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ (หลวงพ่อสด จันทสโร) หล่อด้วยโลหะองค์ใหญ่สุด ในโลก มีขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 นิ้ว สูง 9 เมตร 9 นิ้ว ส่วนอีกด้านเป็นโบสถ์ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวหัวไผ่ ชาวบ้านเล่าว่าพระพุทธรูปองค์นี้ สามารถโยกไปมาได้ ประชาชนในแถบนั้นจึงนิยมเรียกกันว่า "หลวงพ่อโยก" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบอยุธยา 
วัดราชปักษี
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออกตามเส้นทางหลวงหมายเลข 309 (สายอ่างทอง-อยุธยา) กิโลเมตรที่ 52–53 จากอำเภอเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 3 - 4 กิโลเมตร ภายในวัดมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มีลักษณะคล้ายพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกแต่มีขนาดย่อมกว่าเล็กน้อย สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าสมัยอยุธยา เดิมองค์พระชำรุดทรุดโทรมอย่างมากปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ และยังมีพระพุทธรูปสร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรมราว พ.ศ. 2163 เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเมื่อใกล้จะพังลงน้ำ พระมหาวิเชียร ขันนาค พร้อมด้วยพุทธบริษัทได้ช่วยกันเลื่อนเข้ามาประดิษฐาน ไว้ ณ ที่ปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 ต่อมาได้ชักชวนกันสร้างพระวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2502 เพราะเหตุที่ผ่านอุปสรรคจากกิเลสมารตลอด รอดมาได้ อย่างราบรื่น จึงพร้อมใจกันถวาย พระนามนิมิตรว่า “ พระรอดวชิรโมลี ” เพื่อเป็นที่สักการะเคารพบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดกาล 5,000 พรรษา
วัดสุวรรณเสวริยาราม
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ภายในกำแพงแก้วประกอบด้วย โบสถ์ เจดีย์ทรงลังกา ขนาดใหญ่ พระพุทธไสยาสน์ยาวราว 10 เมตร ที่แปลกคือ ที่รอยพระบาทของพระพุทธไสยาสน์ทำเป็นริ้วลาย พระบาทแบบเป็นรอยโค้งเว้า ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ที่ช่างท้องถิ่นไทยนำรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เข้ามาผสม คือมีช่องเป็นซุ้มโค้งแบบฝรั่งและอีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถทั้งสี่ด้าน เป็น ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ราว รัชกาลที่ 4-5 ซึ่งได้รับอิทธิพลทางตะวันตก เช่น การแลเงาต้นไม้ เมฆ และการ เขียนทัศนียภาพคล้ายกับภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดไชโยวรวิหาร ซึ่งแสดงถึงวิวัฒนาการของ จิตรกรรมไทย แต่น่าเสียดายที่ผนังตอนล่างทั้งสี่ด้าน ถูกกาลเวลาทำลายเนื่องมาจากโดนน้ำฝนจนผนังปูนสึก กร่อน ภาพถูกทำลายจนทางวัดได้ฉาบปูนผนังใหม่และเตรียมเขียนภาพจิตรกรรมเข้าไปใหม่

วัดสุวรรณเสวริยาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาดกรวด อำเภอเมืองอ่างทอง จากถนนสายเอเชียเลยสี่แยก อ่างทองมาประมาณ 6 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบคลองชลประทาน เลี้ยวซ้ายผ่านหมู่บ้านต้นโพธิ์ ระยะ จากถนนสายเอเชียประมาณ 8 กิโลเมตร อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก
วัดท้ายย่าน
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
เป็นวัดสร้างในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่บนฝั่งริมคลองศาลาแดงซึ่งเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยาในอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทองในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 สมัยกรุงเทพฯ เป็นราชธานีได้เคยถูกใช้เป็นที่ปฏิบัติการของกองทัพฝ่ายพันธมิตร เป้าหมายหลักของการท่องเที่ยวที่นี่คือในช่วงฤดูฝนจะมีนกเป็ดน้ำเป็นจำนวนมาก จึงเป็นสถานที่หนึ่งที่แนะนำสำหรับนักดูนกในช่วงฤดูฝน วัดป่าโมกวรวิหาร
วัดป่าโมกวรวิหาร
วัดป่าโมกวรวิหาร
สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
เป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัย เดิมเรียกว่าวัดใต้ท้ายตลาด วัดป่าโมกมีสิ่งสำคัญหลาย ๆ ประการ คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยาตอนปลายโดยแท้ มีรูปทรงหลังคา เป็นฐานวิหารอ่อนโค้งรูปสำเภา ไม่สูงมากนักเป็นหลังคาลด 2 ชั้น ต่อด้วยปีกนกด้านละ 2 แถบ มี 9 ห้อง เจาะช่องหน้าต่างด้านละ 7 บาน ด้านหน้าเจาะเป็นประตู ทางเข้าประตูเขียนลายรดน้ำลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ ก้านแย่งยอดพระพุทธไสยาสน์ ก่อด้วยอิฐปูนปั้นลงรักปิดทองทั้งองค์ นอนตะแคงขวาแบบสีหไสยา มีความยาว จากพระเมาลีถึงพระบาท 22 เมตร พระเศียรหนุนพระเขนย รูปทรงกระบอก 3 ใบ ลดหลั่นกันจากใหญ่ขึ้นไป หาเล็กแล้วคลุมด้วยผ้าทิพย์จัดเป็นผ้าทิพย์ที่มีลวดลายวิจิตรงดงามที่สุด

พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีขนาด 5 ห้อง หลังคาลดหลั่น 2 ชั้น หน้าพระอุโบสถใต้หน้าบันมีหลังคาคลุมแบบ “จั่นหับ” มีประตูทางเข้า 2 ประตู หน้าต่างด้านละ 3 บาน เขียนลายรดน้ำ ส่วนรอบนอกพระอุโบสถมีใบเสมาเป็นของเก่าในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นหินชนวนตั้งอยู่บนฐานดอกบัว และฐานสิงห์ ในสมัยอยุธยาตอนปลายเรียกว่า “เสมานั่งแท่ง” วิหารเขียนมีขนาด 7 ห้อง หลังคาลด 2 ชั้น ใต้หน้าบันด้านหน้าปิดผนังทึบมีเสาแบนหรือเสาอิง 2 ตัน มีหลังคาคลุมลดลงมารองรับด้วยเสา 4 ต้น ที่เรียกว่า “จั่นหับ” ผนังรอบวิหารมีเสาอิงประดับระหว่างประตู หน้าต่าง บัวหัวเสาเป็นบัวจงกลปูนปั้น สันนิษฐานว่าเดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าท้ายสระในคราว เสด็จชะลอพระพุทธไสยาสน์

มณฑป ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หน้าบันมีลวดลายปูนปั้นรอบมณฑป ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาท สี่รอยสลักด้วยหิน ซึ่งวัดป่าโมกวรวิหาร

วัดป่าโมกวรวิหาร ปัจจุบันเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก อยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เลยตลาดป่าโมกประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพินิจธรรมสารอาจจะใช้ เส้นทางเดินทางโดยใช้เส้นทางอยุธยา-ป่าโมก-อ่างทอง และข้ามเรือจากวัดพินิจธรรมสารเพื่อชมบรรยากาศ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
วัดสระแก้ว (ศูนย์โครงการทอผ้าบ้านบางเสด็จ และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า)
สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
เดิมชื่อ “วัดสระแก” สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ.2286 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2491 ต่อมาในปี พ.ศ.2497 ได้เปลี่ยนจากชื่อวัดสระแกเป็น วัดสระแก้ว นอกจากนี้ในบริเวณวัดยังมีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ มีโรงพยาบาลซึ่งสร้าง เสร็จเมื่อ พ.ศ.2530 อันเป็นสาขาของโรงพยาบาลป่าโมกและทางวัดได้จัดให้มีการสงเคราะห์เลี้ยงเด็กกำพร้า และเด็กยากจนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2483

นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ "สามัคคีสมาคาร" ซึ่งเป็นโครงการทอผ้าตามประราชประสงค์ มีการ ส่งเสริมการทอผ้า ย้อมผ้า และพิมพ์ในลักษณะต่าง ๆ มากมาย ผ้าทอที่มีชื่อคือผ้าทอที่บางเสด็จ และได้มีการ จัดตั้งคณะลิเกเด็กกำพร้า เพื่อหารายได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูแลเด็กกำพร้าอีกด้วย กุฏิพระเป็นอาคารยาว มีศาลาโถงเอนกประสงค์ มีโรงอาหารสำหรับเด็ก มีร้านค้าขายของที่ระลึก มีบริษัทต่าง ๆ เข้ามาช่วยสร้างอาคารเรียน อาคารหอพักให้เด็กวัดสระแก้วนั้นอยู่ติดกับวัดท่าสุทธาวาส ซึ่งเป็น ศูนย์โครงการตุ๊กตาชาววังตามพระราชประสงค์ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะเที่ยวชมได้อย่าง ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง

วัดสระแก้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก ไปตามเส้นทางป่าโมก-อยุธยา 18 กิโลเมตร จาก ตัวเมืองอ่างทอง ถึงโรงเรียนวัดสระแก้วแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร วัดท่าสุทธาวาส
วัดท่าสุทธาวาส
วัดท่าสุทธาวาส
 สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออกเขตตำบลบางเสด็จ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณ ในสมัยอยุธยาตอนต้น เวลาศึกสงครามบริเวณนี้จะเป็นเส้นทางเดินทัพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางใช้เส้นทางสาย อยุธยา-อ่างทอง (ทางหลวงหมายเลข 309) กิโลเมตรที่ 38-39 ทางเข้าวัดจะอยู่ซ้ายมือก่อนถึงตัวจังหวัดอ่างทองประมาณ 17 กิโลเมตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงรับวัดนี้ไว้ในพระราชอุปถัมภ์ บริเวณวัดแห่งนี้ร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และทัศนียภาพสวยงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีการจัดสร้างพลับพลาที่ประทับกลางสระน้ำ และสร้างพระเจดีย์เพื่อแสดงพระพุทธรูปโบราณ และโบราณวัตถุต่างๆ ข้างพลับพลาประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ และภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จิตรกรส่วนพระองค์และนักเรียนในโครงการศิลปาชีพเขียนขึ้น เช่นเรื่อง พระมหาชนก ประวัติเมืองอ่างทอง อีกทั้งมีภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงจรดปลายพู่กันวาดผลมะม่วงไว้ด้วย
วัดโพธิ์ทอง
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
ราวพุทธศักราช 2535 พระครูสุคนธศีลคุณ (หลวงพ่อหอม) มีดำริจะ สร้างเจดีย์ขึ้นในบริเวณวัดท่าอิฐ มีความกว้าง 40 เมตร สูง 58 เมตร เพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ตั้งอยู่บริเวณ ด้านหน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็นสมบัติของศาสนาและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่ สั่งสอนสัตว์โลกจนเพียบพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนสามารถบรรลุคุณธรรมตาม ความสามารถของแต่ละบุคคล ต่อมาราวพุทธศักราช 2538 พระครูสุคนธศีลคุณ ได้ทราบข่าวอาการประชวร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นช่วงเริ่มที่กำลังก่อสร้างเจดีย์ และด้วยความห่วงใยในพระองค์ท่าน หลวงพ่อหอมได้ตั้งสัจจาอธิษฐานว่า ขอให้ในหลวงทรงหายจากอาการพระประชวร ถ้าเป็นไปดังสัจจาอธิษฐาน จะสร้างเจดีย์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเจดีย์ว่า "พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง"
ค้างคาวแม่ไก่วัดจันทาราม
สถานที่ตั้ง อำเภอโพธิ์ทอง
วัดจันทารามเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่บ้านช้าง หมู่ที่ 5 ตำบลโคกพุทรา ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพธิ์ทองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 4 กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางสายโพธิ์ทอง-แสวงหาประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร ในบริเวณวัดแห่งนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจึงเป็นที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ค้างคาวแม่ไก่และนกนานาชนิดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ค้างคาวแม่ไก่เหล่านี้จะออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันจะห้อยหัวอยู่ตามกิ่งไม้เป็นสีดำพรืดมองเห็นแต่ไกลซึ่งผู้สนใจสามารถจะไปชมได้ในทุกฤดูกาล
วัดเขียน
 สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ภายในพระอุโบสถวัดเขียน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มี ลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นฝีมือสกุลช่างวิเศษชัยชาญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ด้วยกาลเวลาและธรรมชาติ จากความชื้น น้ำฝนเป็นตัวการทำลายความงดงามของภาพเขียนจนเสื่อมสลายไปบางส่วน แต่ได้รับการ อนุรักษ์โดยการสลักผนังและหลังคาครอบทั้งหลังเพื่อให้คงอายุของภาพจิตรกรรมไว้ได้ รายละเอียดของภาพ เป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และสุธนชาดก การวางองค์ประกอบและโครงสีใช้สีตัดกันรุนแรง มีความวิจิตร ตัวภาพมีลวดลายประดับและตัดเส้นอย่างอ่อนช้อย เมื่อท่านได้มาชมให้ประจักษ์กับสายตาแล้ว ท่านจะเห็นว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่งดงามที่สุดของเมืองอ่างทอง
วัดสี่ร้อย
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เป็นวัดเก่าแก่ในอำเภอวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย มีอายุประมาณ 200 ปี ไม่พบ หลักฐานการสร้างที่แน่นอน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ขุนรองปลัดชูและชาวบ้านวิเศษชัยชาญ 400 คน ที่เสียชีวิตจากสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นเหตุ ให้ได้ชื่อว่าวัดสี่ร้อย

ภายในบริเวณวัดมีพระพุทธรูปปางพระปาลิไลยก์องค์ใหญ่อยู่กลางแจ้ง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2452 องค์พระทำด้วยปูน มีหน้าตักกว้าง 6 เมตร สูง 21 เมตร อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถและเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ สิบสองเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโตวัดสี่ร้อย” หรือ “หลวงพ่อร้องไห้” ชาวบ้าน ให้ความเคารพศรัทธามาก เนื่องจากเชื่อกันว่าท่านมีความศักดิ์สิทธ์ และมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเป็นข่าวว่า หลวงพ่อโตวัดสี่ร้อยมีพระโลหิตออกมาทางพระนาสิก เป็นเหตุทำให้ได้รับความสนใจมากจนมีพุทธศาสนิกชน เดินทางมาสักการะกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลมากมาย วัดสี่ร้อย ตั้งอยู่ตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ
วัดอ้อย
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย ห่างจากวัดเขียนไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร พระอุโบสถมีลักษณะสวยงามคล้ายกับพระอุโบสถวัดราชบูรณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่ของวัดอ้อย มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กได้เปิดบ้านสำหรับให้ที่พักพิงแก่เด็กมีปัญหา เด็กเร่ร่อนติดยาหรือเคยประพฤติผิดกฏหมายชื่อว่า "บ้านเด็กใกล้วัด" เพื่อช่วยให้เด็กเหล่านี้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้สัมผัสธรรมชาติและ มีพระสงฆ์คอยช่วยเหลือบำบัดทางด้านจิตใจ วัดม่วง
วัดม่วง
วัดม่วง
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เดิมเป็นวัดร้าง สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต่อมาเมื่อเสียกรุง พม่าได้เผาผลาญ บ้านเรือน วัด และพระพุทธรูปจำนวนมาก วัดม่วงจึงเหลือแค่ซากปรักหักพัง จนกระทั่งท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ) ได้ธุดงค์มาปักกลดเห็นว่าเป็นสถานที่ที่น่าปฏิบัติธรรมในระหว่างนั่งสมาธินั้น ท่านได้ปรากฏนิมิตเห็นองค์หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดงบอกว่าให้ช่วยบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้นท่านจึงได้ เริ่มการปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่าง ๆ เรื่อยมา

หลังจากนั้นวัดม่วงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2529 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดม่วง หลวงพ่อเกษมจึงรวบรวมจิตอธิษฐานร่วมกับประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนในการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระนามว่า “พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” มีขนาดหน้าตักกว้าง 62 เมตร สูง 93 เมตร พุทธลักษณะงดงามสีทองอร่าม สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 16 ปี

โบสถ์วัดม่วงมีความวิจิตรงดงามใหญ่โต แปลกตาด้วยการล้อมรอบด้วยกลีบบัวปูนปั้นที่สวยงาม และ ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับประวัติพระพุทธเจ้า ส่วนบริเวณรอบ ๆ วัดมีรูปปูนปั้นพระอรหันต์ เทพเจ้าต่าง ๆ ทั้งจีนและพราหมณ์ มีการจำลองเมืองนรก-สวรรค์ ที่แฝงไปด้วยคติสอนใจ และเหตุการณ์ สำคัญของค่ายบางระจัน ให้ผู้ที่เดินทางมานมัสการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ควรจดจำ
วัดวิเศษชัยชาญ
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เดิมชาวบ้านเรียก “วัดท่าสุวรรณ” วัดนี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันภายในวัดไม่มีหลักฐานสมัยอยุธยาเหลืออยู่ นอกจากพระวิหาร มีลักษณะเหมือนมณฑป คือ เป็นจัตุรมุข มีเสากลม 12 ต้นหลังคา 4 ชั้น หน้าบันมีลวดลายที่งดงามปัจจุบันกำลังบูรณะเปลี่ยนหลังคาใหม่ อุโบสถสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์แบบยกพื้นใต้ถุนสูง กว้าง 14 เมตร ยาว 19 เมตร ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธ ประวัติ เป็นการเขียนภาพแบบทัศนียภาพและแสงเงา บริเวณรอบโบสถ์มีความสวยงามของสถาปัตยกรรม มากมาย อย่างศาลาการเปรียญทรงไทยโบราณ เจดีย์สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้านข้างโบสถ์มีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง
วัดหลวงสุทธาราม
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
เป็นวัดเก่า มีผู้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสงครามเสียกรุงศรี อยุธยาครั้งที่ 1 สิ่งที่น่าสนใจคือ พระอุโบสถหลังเก่าและภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ พระอุโบสถหลังเก่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาคือ มีฐานโค้งสำเภา หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ด้านหน้าและด้านหลัง ก่อผนังตลอดขึ้นไปจนเต็มหน้าจั่ว ด้านหน้าพระอุโบสถมีจั่นหับและมีประตูทางเข้า 2 ประตู ด้านข้างมีหน้าต่างข้างละ 5 บาน ส่วนหน้าบันเป็นปูนปั้นลายเครื่องเถาที่ดอกดวงของลายมีจาน กระเบื้องสลับยังพอหลงเหลือให้ได้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเครื่องจานสมัยอยุธยา สำหรับช่อฟ้าและหางหงส์นั้นเป็น รูปเทพนมครึ่งตัวโผล่ออกมาจากต้นลาย ต้นลายเป็นศิลปสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตามแบบอย่างจากโบสถ์ ของฝรั่ง รอบพระอุโบสถมีเสมาคู่สลักจากหินทรายแดงและพระพุทธรูปสลักด้วยหินทรายแดงอยู่หน้าพระ อุโบสถ 3 องค์

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ก็ถูกกาลเวลาและธรรมชาติทำลายจนเลือนไปมาก ในส่วนที่ หลงเหลืออยู่ก็พอจะบ่งบอกได้ว่าช่างเขียนมีฝีมือยอดเยี่ยมมากแห่งหนึ่ง ดูได้จากลายเส้นที่อ่อนช้อยพลิ้วไหว ดูงดงามยิ่ง ในผนังด้านหน้าประธานหรือผนังหุ้มกลองด้านหน้าเขียนภาพพระพุทธเจ้าผจญมารโดยเขียน เต็มผนังด้านหลังเป็นเรื่องเวสสันดรชาดก ด้านข้างเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนบานหน้าต่างและประตูด้านในเขียน เป็นทวารบาลยืนแบกพระขรรค์ วัดหลวง ตั้งอยู่เส้นทางถนน
วัดไชโยวรวิหาร หรือ วัดเกษไชโย
สถานที่ตั้ง : อำเภอไชโย
เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ มีนามว่า วัดไชโย ครั้นเมื่อ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตารามได้เลือกวัดนี้เป็นที่สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตั้งอยู่กลางแจ้ง กล่าวว่าการก่อสร้างพระพุทธรูปนี้ใช้เวลานานเกือบ 3 ปี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงเสร็จ แล้วสมเด็จพุฒาจารย์ได้ถวายวัดไชโยเป็นวัดหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเกษไชโย”

ใน พ.ศ.2430 มีการปฏิสังขรณ์วัดเกษไชโยทั้งพระอาราม ทำให้พระพุทธรูปได้รับแรงกระเทือนจาก การก่อสร้างพระวิหารก็พังทลายลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ทดแทนโดยโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นแม่กองช่าง โดยรื้อองค์พระเดิมออกหมด วางรากฐานก่อสร้างใหม่ใช้โครงเหล็กรัดอิฐปูนไว้ภายในลดขนาด จากองค์เดิมลงพระพุทธรูปองค์นี้ได้รับพระราชทานนาม “พระมหาพุทธพิมพ์” ขนาดหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นิ้ว และโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดไชโยให้เป็นพระอารามหลวง นอกจากนี้ยังมีการก่อ พระวิหาร สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาทางด้านหน้า มีศาลาราย กำแพงแก้ว ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลารายกลางวัดศาลาท่าน้ำ รวมเวลาการปฏิสังขรณ์นานถึง 8 ปี

พระวิหาร มีความสูงใหญ่มากแห่งหนึ่ง รูปทรงแปลกตา ด้านนอกมีรูปทวารบาลลายรดน้ำ เป็นรูป เสี้ยวกวาง เสาหารด้านหน้า-หลังพระวิหารมีขนาดใหญ่โตมาก

ภายในพระอุโบสถ พระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นปางสมาธิ ผนังทุกด้านมีภาพจิตรกรรมฝีมือช่าง สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องพุทธประวัติ ภาพเหล่าทวยเทพที่วิจิตรงดงาม ยังอยู่ในสภาพที่ดี บานประตูแกะสลัก อย่างประณีต

สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ ได้แก่ พระมหาพุทธพิมพ์ หรือที่เรียกว่า หลวงพ่อโต เป็นฝีพระหัตถ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะที่โดดเด่นกว่ายุคสมัย ที่ไม่ยึดแนวอุดมคติตายตัว พระพักตร์และพระกรรณจึงเหมือนคนธรรมดามากกว่า มีริ้วรอยย่นของ สบง จีวร ชัดเจน

นอกจากจะเป็นวัดสำคัญของอำเภอไชโยแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี ได้แก่ “พระสมเด็จเกษไชโย” พระเครื่องที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเปี่ยมไปด้วย พุทธคุณนานัปการ
วัดโพธิ์หอม
สถานที่ตั้ง : อำเภอไชโย
เดิมเป็นวัดร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา วัดโพธิ์หอม หรือวัดป่า หัวพัน สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้คือ ปูนปั้นรูปบุคคล 4 หน้า ซึ่งเรียกว่า “รูปพรหม 4 หน้า หรือพรหมพักตร์” มี ขนาดค่อนข้างใหญ่ตั้งประดับประดาอยู่บนพานปูนปั้นหน้าศาลาซึ่งสร้างบนฐานของพระอุโบสถเดิม สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นส่วนยอดของประตูวัดหรืออุโบสถ หากว่ารูปปูนปั้นซึ่งมีจำนวน 2 ชิ้นนี้เป็นศิลปวัตถุ ของวัดนี้มาแต่เดิม เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแง่ของความสำคัญของวัดแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปูนปั้นใน ลักษณะนี้ที่ประดับอยู่ส่วนยอดประตูไม่พบที่อื่น ๆ ในเขตจังหวัดอ่างทอง มีพบอยู่เป็นส่วนยอดประตู พระราชวังชั้นในของกรุงศรีอยุธยา (ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา) และประตูทางเข้าวัดมหาธาตุเชลียง สวรรคโลก
วัดสระเกศ
สถานที่ตั้ง อำเภอไชโย
เดิมชื่อวัดเสาธงหิน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1892 มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ อันยาวนานของไทยและเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เหตุที่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดสระเกษนั้น ตามประวัติเล่าว่า ในราวปี พ.ศ.2128 พม่าได้ยกกองทัพ มารุกรานกรุงศรีอยุธยา โดยพระเจ้าหงสาวดีสั่งให้เจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาตี จนในเช้าตรู่วันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีระกา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงยกทัพออกมาตั้งรับกองทัพพม่าที่บ้าน สระเกษและทรงได้รับชัยชนะ พวกกองทัพไทยต่างยินดีและไชโยโห่ร้องรื่นเริง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงรับสั่งให้พักกองทัพ ส่วนพระองค์ได้สรงน้ำชำระพระวรกาย ล้างพระพักตร์ และสระพระเกศา ณ ที่นี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงได้ชื่อว่า "บ้านสระเกษ" หรือ "วัดสระเกษ"

การสร้างโบสถ์ของวัดสระเกษมีความสวยงามตามแบบศิลปะไทย โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 22.50 เมตร ครอบโบสถ์เดิมและได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอักษร พระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้จารึกไว้ที่หน้าบันของโบสถ์ทั้งสองด้าน ส่วนภายในประดิษฐาน “พระพุทธเกษรังสี” และรูปหล่อหลวงพ่อโต๊ะ พระเกจิที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งของจังหวัด อ่างทอง บริเวณโดยรอบมีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ที่สวยงามตามแบบฉบับกรุงรัตนโกสินทร์
วัดยาง
สถานที่ตั้ง : อำเภอแสวงหา
อยู่ในท้องที่ตำบลห้วยไผ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายยังคงมีซากโบราณสถานให้เห็นคือพระอุโบสถซึ่งมีฐานโค้ง พระพุทธรูปศิลาทราย พระพุทธรูปปูนปั้นที่ชำรุดและใบเสมาหิน ห่างไปทางทิศใต้ของวัดประมาณครึ่งกิโลเมตรมีเนินดินซึ่งเคยพบพระเครื่อง จำนวนมาก จากการที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านบางระจันมากนัก จึงสันนิษฐานว่า บริเวณนี้คงเป็นสถานที่ซ่อนสมบัติของมีค่าของคนไทยในสมัยนั้น
วัดบ้านพราน
สถานที่ตั้ง : อำเภอแสวงหา
ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีพราน ขับรถไปตามเส้นทางอำเภอโพธิ์ทอง - อำเภอแสงหา (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3054) ประมาณบริเวณกิโลเมตรที่ 21-22 วัดบ้านพรานเป็นวัดเก่าแก่สร้างในครั้งใดไม่ปรากฏ ตามคำบอกกเล่านของหลวงปู่ชัยมงคล (จังหวัดอยุธยา)เล่าว่าผู้ที่สร้างวัดบ้านพรานชื่อนายพาน นางเงิน สองสามีภรรยาและนายกระปุกทองผู้เป็นบุตรในระหว่างปี 1862 - 1870 ช่วงปลายกรุงสุโขทัยและได้ถูกทิ้งร้างไปจนต้นไม้ปกคลุมหนาทึบต่อมาพวกนายพรานได้มาตั้งหมู่บ้านขึ้นในบริเวณดังกล่าวจึงช่วยกันบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ มีประวัติเล่าต่อกันมาว่าพระพุทธรูปศิลาแลงที่ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารนั้นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นผู้สร้างที่เมืองสุโขทัยแล้วถอดเป็นชิ้นมาประกอบที่วัดบ้านพรานเพื่อให้เป็นพระประธานแต่ผู้สร้างวัดต้องการสร้างพระประธานขึ้นเอง จึงได้นำไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารพระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อไกรทอง" เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถคุ้มภัยแก่ผู้ไปสักการะบูชา
อนุสาวรีย์
อนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์
สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
ตั้งอยู่ที่วัดนรสิงห์ หมู่ 2 บ้านตะพุ่น ตำบลนรสิงห์ ตามทางหลวงหมายเลข 3501 (สายอ่างทอง-ป่าโมก-อยุธยา ) กิโลเมตรที่ 9–10 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2531 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพันท้ายนรสิงห์ซึ่งเป็นชาวบ้านนรสิงห์ และเป็นพันท้ายเรือพระที่นั่งเอกไชยสมัยพระเจ้าเสือ ซึ่งยืนยันขอรับโทษประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลที่ไม่สามารถบังคับเรือพระที่นั่ง จนหัวเรือกระแทกกิ่งไม้หักลง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป พฤติกรรมของพันท้ายนรสิงห์ได้รับการสรรเสริญในประวัติศาสตร์ตราบจนทุกวันนี้ อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว
อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว
อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว
สถานที่ตั้ง : อำเภอวิเศษชัยชาญ
ประดิษฐานอยู่ที่หน้าโรงเรียนวิเศษชัยชาญ หมู่ที่ 2 ตำบลไผ่จำศีล ระหว่างกิโลเมตรที่ 26-27 ตามเส้นทางสายศรีประจันต์-วิเศษชัยชาญ เป็นอนุสรณ์สถานที่ชาววิเศษชัยชาญและชาวอ่างทองร่วมกันสร้างเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธิ์ทะเลชาววิเศษชัยชาญ ปู่ดอกและปู่ทองแก้ว ทั้งสองท่านยอมสละชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่า ที่ค่ายบางระจันก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกในปี พ.ศ. 2310 อนุสาวรีย์แห่งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520
แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ
สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านบางเสด็จ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 309 จากอยุธยาไปประมาณ 16 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่บ้านบางเสด็จ อยู่ติดกับวัดท่าสุทธาวาส ตำบลนี้เดิมชื่อบ้านวัดตาลต่อมาได้เปลี่ยนเป็นชื่อบ้านบางเสด็จเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ผู้ประสบอุทกภัยในปี พ.ศ.2518 ซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้แก่ราษฎรเป็นอันมากเพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณจึงได้เปลี่ยนชื่อบ้านวัดตาลเป็นบ้านบางเสด็จ

โครงการตุ๊กตาชาววังที่บ้านบางเสด็จเป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2519 เพื่อให้เป็นอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ราษฎร ภายในหมู่บ้านบางเสด็จนี้นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพอันร่มรื่นและสวยงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วยังสามารถชมการปั้นตุ๊กตาชาววังจากบ้านเรือนราษฎรละแวกนั้นได้อย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มในรูปของสหกรณ์โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หน้าวัดท่าสุทธาวาสซึ่งจะจัดให้สมาชิกมาสาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววังพร้อมกับจัดจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยาว์ ตุ๊กตาชาววังเป็นประดิษฐกรรมดินเหนียวที่สวยงาม แสดงให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและวัฒนธรรมประเพณีไทยต่างๆ เช่น การปั้นเป็นรูปการละเล่นของเด็กไทย วงมโหรีปี่พาทย์ หรือรูปผลไม้ไทยหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีความสวยงามน่ารักและเหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึกเป็นอย่างยิ่ง
หมู่บ้านทำกลอง
สถานที่ตั้ง : อำเภอป่าโมก
หลังตลาดป่าโมกริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางใช้ถนนสายในผ่านหน้าที่ทำการเทศบาลอำเภอป่าโมกซึ่งขนานไปกับลำคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร ชาวบ้านแพเริ่มผลิตกลองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 โดยจะเริ่มหลังฤดูเก็บเกี่ยว วัตถุดิบที่ใช้ทำกลองได้แก่ไม้ฉำฉาเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่สามารถขุดเนื้อไม้ได้ง่ายกับหนังวัว เราสามารถชมกรรมวิธีการทำกลองตั้งแต่เริ่มกลึงท่อนไม้เรื่อยๆ ไปจนถึงขั้นตอนการขึ้นกลอง การฝังหมุด กลองที่ทำมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงกลองขนาดใหญ่เช่น กลองทัดซึ่งเราจะได้เห็นถึงฝีมือการทำที่มีคุณภาพประณีต สวยงาม และยังสามารถซื้อไปเป็นของที่ระลึกกลับบ้านได้
หมู่บ้านเครื่องจักสาร บ้านบางเจ้าฉ่า
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
แหล่งหัตถกรรมเครื่องจักสานสำคัญที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคือ "บ้านบางเจ้าฉ่า" ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 บ้านยางทอง ตำบลบางเจ้าฉ่า ไปตามเส้นทางสายอ่างทอง-โพธิ์ทอง ประมาณ 9 กิโลเมตร ถึงคลองชลประทานยางมณีจากนั้นเลี้ยวขวาเลียบคลองไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จึงเลี้ยวขวาไปตามทางเข้าวัดยางทอง แหล่งหัตถกรรมจะอยู่บริเวณหลังวัดที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือน และได้พระราชทานคำแนะนำให้ราษฎรปลูกไม้ไผ่สีสุก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องจักสานและเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือประเภทนี้ไว้ งานจักสานของบ้านบางเจ้าฉ่านี้ มีความประณีตสวยงามเป็นพิเศษและสามารถพัฒนางานฝีมือตามความต้องการของตลาด ไม่ยึดติดกับรูปแบบเก่าจนสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการพัฒนาอาชีพ
ศูนย์เจียระไนพลอย
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
อยู่ในบริเวณเดียวกับแหล่งผลิตเครื่องจักสานที่บางเจ้าฉ่า เป็นศูนย์รวมการเจียระไนพลอยของหมู่บ้านและมีพลอยรูปแบบต่างๆ ที่สวยงามเป็นจำนวนมาก
ศูนย์ผลิตเครื่องใช้ประดับมุก
สถานที่ตั้ง : อำเภอโพธิ์ทอง
อยู่ที่วัดม่วงคัน ตำบลรำมะสัก มีการผลิตเครื่องใช้ประดับมุกฝีมือประณีตซึ่งมีทั้งชุดโต๊ะเครื่องแป้ง แจกัน ที่เขี่ยบุหรี่ เป็นต้น ในบริเวณนั้นมีการทำหัตถกรรมในครัวเรือนอีกหลายแห่งเช่นกัน
สวนนกธรรมชาติ
สถานที่ตั้ง : อำเภอแสวงหา
อยู่ในบริเวณหมู่ที่ 2 บ้านริ้วหว้า ตำบลบ้านพรานระยะทางห่างจากจังหวัดอ่างทอง 24 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสายโพธิ์ทอง-แสวงหา (ทางหลวงหมายเลข 3054)ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 18-19 แล้วแยกเข้าที่บ้านตำบลหนองแม่ไก่ ถึงโรงเรียนหนองแม่ไก่แล้วเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 6 กิโลเมตรก็จะถึงบริเวณวัดริ้วหว้าซึ่งมีนกท้องนาปากห่าง นกกระสา นกกาน้ำ นกกระเต็น นกอีเสือ เป็นต้น บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์และหาชมได้ยากในท้องถิ่นอื่น

 

เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร