อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย, ประวัติ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย, เที่ยวศรีสัชนาลัย

ข้อมูลทั่วไป
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
สถานที่ตั้ง : อำเภอศรีสัชนาลัย
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตำบลเมืองเก่า บริเวณที่เรียกว่า “แก่งหลวง” ห่างจากตัวอำเภอศรีสัชนาลัยลงมาทางอำเภอสวรรคโลก 11 กิโลเมตร หรือห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 550 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีสัชนาลัย ตำบลสารจิตร ตำบลหนองอ้อ และตำบลท่าชัย เมืองโบราณศรีสัชนาลัย อยู่ในเขตหมู่บ้านพระปรางค์ ตำบลศรีสัชนาลัย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 45.14 ตารางกิโลเมตร เดิมชื่อว่า “เมืองเชลียง” แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีสัชนาลัย” ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงขึ้นครองกรุงสุโขทัย และได้สร้างเมืองขึ้นใหม่เป็นศูนย์กลางการปกครองแทนเมืองเชลียง ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุทั้งหมด 215 แห่ง สำรวจค้นพบแล้ว 204 แห่ง

การเดินทาง
การเดินทางไปยังอำเภอศรีสัชนาลัยจากตัวเมืองสุโขทัย ใช้ทางหลวงหมายเลข 101 (สุโขทัย-สวรรคโลก-ศรีสัชนาลัย) ถึงบริเวณกิโลเมตร 64 เลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำยม จะมีทางแยกขวาเข้าอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร ระยะทาง 68 กิโลเมตร หรือโดยสารรถประจำทาง สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ได้ที่คิวรถ บริเวณตลาดเทศบาล นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางจากสวรรคโลกไปตามทางหลวงจังหวัดหมาย เลข 1201 ไปจนถึงตำบลเมืองเก่า บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำยมแล้วเลี้ยวซ้ายเข้า อุทยานฯ อีก 2 กิโลเมตร รวมระยะทาง 22 กิโลเมตร

เปิดให้เข้าชม : 08.00 - 17.00 น. ทุกวัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร. 0 5567 9211
แผนที่
(27) วัดป่าแก้วหรือวัดไตรภูมิป่าแก้ว (40) วัดเขาอินทร์ แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
(3) ประตูดอนแหลม…และป้อม (7) ประตูเตาหม้อ (16) เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย (17) เตาทุเรียงบ้านป่ายาง (18) วัดกุฏีราย (21) วัดเจ้าจันทร์ (22) วัดชมชื่น (23) วัดโคกสิงคาราม (24) วัดน้อยจำปี (25) วัดน้อย (26) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (28) วัดสวนสัก แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
(1) ประตูไชยพฤกษ์ (2) ประตูชนะสงครามและป้อม (4) หลักเมือง (5) ประตูรามณรงค์และป้อม (6) ประตูสะพานจันทร์และป้อม (8) วัดช้างล้อม (9) วัดเจดีย์เจ็ดแถว (10) วัดเขาพนมเพลิง (11) วัดเขาสุวรรณคีรี (12) วัดนางพญา (13) วัดสวนแก้วอุทยานน้อย (14) วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ (15) วัดอุดมป่าสัก (20) กำแพงเมืองเชลียง (29) วัดเจดีย์เอน (30) วัดอีเป๋อ (31) วัดหัวโขน (32) วัดเขาใหญ่บน (33) วัดเขาใหญ่ล่าง (34) วัดพญาดำ (35) วัดพรหมสี่หน้า (36) วัดราหู (37) วัดสระไข่น้ำ (38) วัดสระปทุม (39) วัดยายตา แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
(44) วัดเขาพระศรี (45) วัดเขารังแร้ง แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

โบราณสถานโบราณสถานในเมืองเก่าศรีสัชนาลัย
(1) ประตูไชยพฤกษ์
(2) ประตูชนะสงครามและป้อม
(3) ประตูดอนแหลม…และป้อม
(4) หลักเมือง
(5) ประตูรามณรงค์และป้อม

(6) ประตูสะพานจันทร์และป้อม
(7) ประตูเตาหม้อ
(8) วัดช้างล้อม
(9) วัดเจดีย์เจ็ดแถว
(10) วัดเขาพนมเพลิง
(11) วัดเขาสุวรรณคีรี
(12) วัดนางพญา
(13) วัดสวนแก้วอุทยานน้อย
(14) วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่
(15) วัดอุดมป่าสัก
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศเหนือ
(16) เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย

(17) เตาทุเรียงบ้านป่ายาง (18) วัดกุฏีราย
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศใต้
(19) ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
(20) กำแพงเมืองเชลียง
(21) วัดเจ้าจันทร์

(22) วัดชมชื่น
(23) วัดโคกสิงคาราม
(24) วัดน้อยจำปี
(25) วัดน้อย
(26) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศตะวันออก
(27) วัดป่าแก้วหรือวัดไตรภูมิป่าแก้ว

(28) วัดสวนสัก  
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศตะวันตก
(29) วัดเจดีย์เอน
(30) วัดอีเป๋อ
(31) วัดหัวโขน
(32) วัดเขาใหญ่บน

(33) วัดเขาใหญ่ล่าง
(34) วัดพญาดำ
(35) วัดพรหมสี่หน้า
(36) วัดราหู
(37) วัดสระไข่น้ำ
(38) วัดสระปทุม
(39) วัดยายตา
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัยบนภูเขา
(40) วัดเขาอินทร์
(41) วัดเขาพระบาท 1
(42) วัดเขาพระบาท 2
(43) วัดเขาพระบาท 3
(44) วัดเขาพระศรี
(45) วัดเขารังแร้ง
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
ประตูชนะสงครามและป้อม
ประตูชนะสงครามและป้อม
ประตูไชยพฤกษ์
ตั้งอยู่บริเวณมุมช่วงต่อของกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประตูก่อด้วยศิลาแลง มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นการเจาะกำแพงออกไปตรง ๆ ไม่พบร่องรอยการย่อมุม
ประตูชนะสงครามและป้อม
ตั้งอยู่ระหว่างแนวกำแพงเมืองชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ ด้านทิศเหนือของเขาสุวรรณคีรี ซึ่งอยู่คนละฟากเขากับประตูสะพานจันทร์ ประตูเมืองก่อด้วยศิลาแลงมีทางเดินเป็นคัน ดินไปหาตัวป้อมซึ่งเป็นป้อมห้าเหลี่ยม
ประตูดอนแหลม…และป้อม
เป็นประตูเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ รูปทรงของประตูไม่เหลือสภาพให้เห็นเนื่องจากถูกไถปรับเป็นถนนเข้าสู่ตัว เมืองศรีสัชนาลัย ถัดออกมามีป้อมห้าเหลี่ยมสร้างบนกำแพงเมือง พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระวันรัตน์กล่าวถึงตอนที่สมเด็จพระนเรศวร ยกทัพมาตีเมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัย) ตอนหนึ่งว่า "โหราจารย์ยังทูลว่าจะได้ แต่ซึ่งปล้นข้าง ประตูสามเกิดนี้เห็นจะได้ด้วยยาก ถ้าปล้นข้างประตูดอนแหลมไซร้เห็นจะได้โดยง่าย"
หลักเมือง
ประตูรามณรงค์และป้อม
ประตูรามณรงค์และป้อม
ปรากฏในหนังสือพระราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" ของสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่ใช่เป็นวัดในพุทธศาสนาเป็นแน่ และมิใช่โบสถ์พราหมณ์ แต่จะเกี่ยว กับศาลผีหรือเทวดาอันใดอันหนึ่ง จึงได้เล่าต่อไปว่าบางทีจะเป็นหลักเมือง" ภายหลังได้มีการขุดแต่งและบูระณะโบราณสถานแห่งนี้ พบหลักฐานว่า น่าจะเป็นวัดในพุทธศาสนาเช่น เดียวกับโบราณสถานอื่นๆ
ประตูรามณรงค์และป้อม
อยู่ระหว่างกำแพงเมืองชั้นในด้านตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประตูขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง ฐานประตูรูปบัวคว่ำกรอบนอกทั้ง 4 มุม เป็นลักษณะย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีทางเดินปู ด้วยลูกรังไปหาป้อมประตู ป้อมประตูรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังด้านนอกสุดเป็นการสกัดลงบนชั้นดินดาน รอบตัวป้อมล้อมรอบด้วยคูเมืองและสระน้ำ (สระท้องกุลี)
ประตูสะพานจันทร์และป้อม
อยู่ระหว่างแนวกำแพงเมืองชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณเชิงเขาสุวรรณคีรี ลักษณะประตูก่อด้วยศิลาแลงสูงขึ้นลักษณะเรียบและตรง มีป้อมประตูอยู่ด้านหน้าโดยตั้งอยู่บนคันดินกำ แพงเมืองขึ้นนอกป้อมเป็นการใช้แนวหินธรรมชาติทางด้านหน้าป้อมมีคูน้ำลึก
ประตูเตาหม้อ
อยู่ระหว่างกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือใกล้กับมุมที่ต่อจากกำแพงเมืองด้านตะวันออก เป็นประตูขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง ภายในประตูทั้งสองฟากมีการเว้นช่องซึ่งอาจ เป็นช่องสำหรับทหาร หรือเป็นช่องที่ลงเขื่อนไม้เมือเวลามีศึกสงคราม สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายความเพิ่มเติมไว้ในหนังสือเที่ยวเมืองพระร่วงว่า "ที่เรียกว่าประตูหม้อ สันนิษฐานว่าประตูหม้อเป็นทางเดินไปตำบลที่ตั้งเตาหม้อคือเครื่องทำสังคโลก ถ้าเช่นนั้นก็จะอยู่ตอนริมน้ำทางด้านเหนือ"
วัดช้างล้อม
วัดช้างล้อม
วัดช้างล้อม
ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองกลางตัวเมืองศรีสัชนาลัย บนที่ราบเชิงเขาด้านทิศใต้ของเขาพนมเพลิงสิ่งสำคัญคือเจดีย์ประธานทรงลังกาตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ โดยประตูด้านหน้าและด้านหลังเป็นประตูเข้าออก ส่วนประตูด้านข้างเป็นประตูหลอก(ตัน) ยอดทำคล้ายปรางค์

เจดีย์ประธานเป็นทรงลังกา ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีช้างปูนปั้นเต็มตัวประดับโดยรอบฐานทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 9 เชือก (ยกเว้นด้านหนึ่งซึ่งเป็นบันไดทางขึ้นมีเพียง 8 เชือก) และที่มุมอีก 4 เชือก รวมเป็น 39 เชือก ช้างที่ประดับตรงมุมจะมีขนาดใหญ่ และมีลวดลายปูนปั้นประดับที่คอ ตันขาและข้อเท้า ระหว่างรูปช้างจะมีเสาประทีปสลับอยู่ ด้านหน้าช้าง แต่ละเชือกจะมีพุ่มดอกบัวตูมปูนปั้นวางอยู่

ด้านหน้าเจดีย์ประธานมีบันไดขึ้นสู่ลานประทักษิณ ที่ด้านบันไดสองข้างมีโกลนลำตัวพญานาคเหลืออยู่หลังจากที่ปูนปั้นกะเทาะหลุด หายไป เหนือฐานประทักษิณมีซุ้มพระพุทธรูปประ ทับนั่งปางมารวิชัย 20 ซุ้ม หลังผนังซุ้มมีปูนปั้นรูปต้นโพธิ์อยู่เบื้องหลังพระพุทธรูป แต่พระพุทธรูปถูกทำลายไปคงเหลือเพียงองค์เดียวด้านทิศเหนือ บริเวณองค์ระฆังขึ้นไปเป็นบัลลังก์ ก้านฉัตรซึ่งประดับด้วยพระรูปพระสาวกปูนปั้นลีลานูนต่ำจำนวน 17 องค์

วัดช้างล้อมที่เมืองศรีสัชนาลัย ช้างมีลักษณะเด่นกว่าช้างปูนปั้นที่วัดอื่น ๆ คือยืนเต็มตัวแยกออกจากผนัง มีขนาดสูงใหญ่กว่าช้างจริง และด้านหน้ามีพุ่มดอกบัวปูนปั้นประดับไว้ นักวิชาการ บางท่านสันนิษฐานว่าวัดช้างล้อมนี้น่าจะเป็นวัดเดียวกันกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่กล่าวไว้ว่าในปี พ.ศ. 1892 พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุขึ้นมาทำบูชา และเฉลิม ฉลอง หลังจากนั้นจึงฝังลงในกลางเมืองศรีสัชนาลัย และก่อพระเจดีย์ทับลงไป โบราณสถานภายในวัดที่ยังมีหลักฐาน คือ วิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธาน นอกจากนั้นเป็นวิหารขนาดเล็กๆ 2 หลัง และ เจดีย์รายอีก 2 องค์
Wat Chedi Chet Thaeo
ตั้งอยู่ถัดจากเขาพนมเพลิงไปทางด้านหลัง (ทิศตะวันตก)โดยตั้งอยู่บนเขาอีกยอดหนึ่งในเทือกเขาเดียวกัน กลุ่มโบราณสถานที่สำคัญคือเจดีย์ประธานทรงกลมองค์ระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วย ศิลาแลง ฐานเขียงใหญ่ 5 ชั้น ใช้สำหรับเป็นลานประทักษิณ มีซุ้มพระทั้ง 4 ด้าน ตรงก้านฉัตรมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาเดินจงกรมรอบก้านฉัตรเช่นเดียวกับวัด ช้างล้อมฐานวิหารก่อ ด้วยศิลาแลงเจดีย์รายก่อด้วยศิลาแลง ด้านหลังเจดีย์ประธาน มีเจดีย์ทรงกลมรอบด้วยแนวกำแพงศิลาแลง
วัดเขาพนมเพลิง
วัดเจดีย์เจ็ดแถว
วัดเจดีย์เจ็ดแถว
อยู่บนยอดเขาพนมเพลิงภายในกำแพงเมืองโบราณสถานที่สำคัญคือเจดีย์ประธานทรงกลม ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งแต่ก้านฉัตรขึ้นไปพังทลายหมด มณฑปก่อด้วยศิลาแลง ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสยก พื้นสูงหลังคาโค้งแหลม มีบันไดทางขึ้นสู่มณฑปชาวบ้านเรียกว่าศาลเจ้าแม่ละอองสำสี เขาพนมเพลิงปรากฎในพงศาวดารเหนือตอนที่เกี่ยวกับการสร้างเมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัย)โดยเลือก ทำเลให้เขาพนมเพลิงอยู่กลางเมืองและสร้างวัดไว้บนเขาพนมเพลิงด้วย สำหรับทางขึ้นวัดขึ้นได้ 2 ทาง คือจากด้านหน้าวัดทางแก่งหลวง และด้านข้างวัดซึ่งทางขึ้นทำเป็นบันไดศิลาแลง ระหว่างทางขึ้นทั้งสองด้านมีศาลาที่พักด้วย
วัดเขาสุวรรณคีรี
ตั้งอยู่ถัดจากเขาพนมเพลิงไปทางด้านหลัง (ทิศตะวันตก)โดยตั้งอยู่บนเขาอีกยอดหนึ่งในเทือกเขาเดียวกัน กลุ่มโบราณสถานที่สำคัญคือเจดีย์ประธานทรงกลมองค์ระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วย ศิลาแลง ฐานเขียงใหญ่ 5 ชั้น ใช้สำหรับเป็นลานประทักษิณ มีซุ้มพระทั้ง 4 ด้าน ตรงก้านฉัตรมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาเดินจงกรมรอบก้านฉัตรเช่นเดียวกับวัด ช้างล้อมฐานวิหารก่อ ด้วยศิลาแลงเจดีย์รายก่อด้วยศิลาแลง ด้านหลังเจดีย์ประธาน มีเจดีย์ทรงกลมรอบด้วยแนวกำแพงศิลาแลง
วัดนางพญา
ตั้งอยู่แนวเดียวกันกับวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ใกล้กับกำแพงเมืองด้านทิศใต้วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บน ฐานประทักษิณ แต่เดิมมีช้างปูนปั้นประดับสลับกับเสาประทีปปูนปั้นเช่นเดียวกับวัดช้างล้อม ซุ้มด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นจนถึงภายในโถงเจดีย์และสามารถเดินได้รอบโถงตรง กลางโถงมี แกนเจดีย์ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ตรงกลางมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้าน แต่ถูกทำลาย วิหารก่อด้วยศิลาแลงมีมุขหน้าและมุขหลัง ผนังวิหารเจาะช่องแสง ผนังด้านทิศใต้ยัง มีลวดลานปูนปั้นที่สวนงาม ลวดลายปูนปั้นทำเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งวานรกำลังวิ่ง แต่ถูกทำลายไปบางส่วน แต่ถ้าได้ศึกษาลวดลายโดยละเอียดแล้วก็พบว่ายังเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังทำเป็น รูปลวดลายพรรณพฤกษาและรูปเทพพนม ซึ่งเป็นฝีมือชั้นครู รูปแบบศิลปะอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น
วัดสวนแก้วอุทยานน้อย
วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่
วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่
อยู่ทางตะวันออกของวัดช้างล้อม ห่างออกมา 200 เมตร วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มโบราณสถานในวัดนี้มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีประตูทางเข้า 2 ทาง ด้านหน้าวัดและ หลังวัด โบราณสถานประกอบด้วยเจดีย์ประธาน เป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีทางเข้าอยู่ด้านหน้า รอบเจดีย์มีเจดีย์รายแบบต่างๆ ล้อมรอบอยู่ถึง 13 องค์ วิหารของ วัดนี้ มีซุ้มพระตั้งอยู่ด้านหลัง ลักษณะเป้นทรงมณฑป หลังคามณฑปเป็นรูปโค้งแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย คงปรากฏให้เห็นเพียง โกลน ศิลาแลงและแกนไม้สักที่ใช้เป็นแกนยึดพระกรแล้วฉาบปูน
วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่
ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองโดยอยู่ในแนวเหนือใต้ แนวเดียวกับวัดช้างล้อมและวัดเจดีย์เจ็ดแถว สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงกลม ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนองค์ระฆังพังทลาย ด้านหน้ามีบันไดขึ้นไปจากมุขหลังของวิหารไปถึงเรือนธาตุเพื่อสักการะพระพุทธ รูปในคูหา ด้านเจดีย์ประธานที่พระวิหาร มีมุขด้านหน้าและด้านหลัง มีบันไดขึ้น 5 ทาง เสาวิหารก่อ ด้วยศิลาแลงยังคงเหลือให้เห็นอยู่ 10 เสา กำแพงวัดก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบทั้งสี่ด้านมีทางเข้าด้านหน้าทางเดียว
วัดอุดมป่าสัก
วัดอุดมป่าสัก โบราณสถานภายในกำแพงเมืองอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย โบราณสถานส่วนใหญ่ของวัดอุดมป่าสักสร้างด้วยอิฐ มีศิลาแลงปนแต่จำนวนน้อย หันหน้าไปทางทิศตะ วันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับวัดที่อยู่ในแนวแกนหลักของเมืองประกอบด้วยวิหารโถง 7 ห้อง หลังคาทรงมะนิลา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย อาสนสงฆ์อยู่ทางด้าน ขวาของพระประธาน ด้านหลังวิหารมีกลุ่มเจดีย์ประธานและเจดีย์รายมีกำแพงล้อมรอบ เจดีย์ประธานมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ รอบเจดีย์ประธานมีเจดีย์รายประจำมุมและประจำทิศ ขนาดฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาว 3 เมตร รวม 8 องค์ นอกจากนี้ยังมีฐานเจดีย์ขนาดเล็กอยู่โดยรอบประมาณ 29 องค์ มีฐานสี่เหลี่ยม จัตุรัสขนาด 1 เมตร เท่ากันทุกองค์ โบราณสถานแห่งนี้ดำเนินการขุดแต่บูรณะเมื่อ พ.ศ. 2830
เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย
เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย
เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย
อยู่ห่างจากแหล่งเตาบ้านป่ายางไปทางทิศเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร พบหลักฐานเตาเผาตลอดริมฝั่งแม่น้ำยมกระจายตัวอยู่ทั่วไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร สำรวจพบแล้วประมาณ 200 เตา โดยอยู่รวมเป็นกลุ่มๆ ที่สำคัญ ได้แก่:

เตาตะกรับ: เป็นเตาเผาชนิดระบายความร้อนไหลผ่านตามแนวดิ่งและแนวตั้งให้ความร้อนไม่เกิน 900 องศาเซลเซียส ลักษณะรูปร่างกลมเส้นผ่าศูนย์ กลาง 1-2 เมตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ห้องบรรจุภาชนะตอนบนเป็นแผ่นดินเหนียวเจาะรูกลมเพื่อระบายความร้อน และห้องใส่ไฟอยู่ข้างล่าง
เตาประทุน: เป็นเตาเผาชนิดระบายความร้อนไหลผ่านในแนวนอนเช่นเดียวกับเตาทุเรียงที่บ้านป่ายาง

หลักฐานที่พบ
กลุ่มเตาเผาที่สำคัญที่ได้ดำเนินการสำรวจและขุดค้นพร้อมทั้งอนุรักษ์ และจัดทำอาคารจัดแสดงคือ
กลุ่มเตาเผาหมายเลข 61: มีเตาใต้ดิน 4 เตา เป็นเตาขุดลงไปในดิน ภาชนะที่พบส่วนใหญ่เป็นไหขนาดใหญ่สำหรับบรรจุน้ำ หรือของแห้ง
กลุ่มเตาเผาหมายเลข 42: เป็นแหล่งโบราณคดีที่ทำให้ทราบถึงการพัฒนาการเตาเผาและสิ่งผลิตจากเตา เพราะภายในใต้ดินนั้นขุดพบเตาเผาสังค โลกที่ทับซ้อนกันอยู่ถึง 19 เตา
เตาทุเรียงบ้านป่ายาง
เตาทุเรียงบ้านป่ายาง
เตาทุเรียงบ้านป่ายาง
ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยมห่างจากเมืองศรีสัชนาลัยไปทางทิศเหนือ ประมาณ 500 เมตร สำรวจพบเตาเผาสังคโลก 21 เตา ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนเนินดินที่ทับถมสูง 24 เมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
  • กลุ่มเตายักษ์: เป็นกลุ่มเตาที่อยู่ใกล้เมืองศรีสัชนาลัย มีเตาตั้งเรียงรายกันอยู่ 15 เตา เป็นเตาที่เผาเครื่องถ้วยชามและประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ และเครื่องประดับสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น ยักษ์ เทวดา มังกร ช่อฟ้า ชื่อเตายักษ์เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกตามยักษ์สังคโลกที่พบบริเวณเตานี้
  • กลุ่มเตาตุ๊กตา: เป็นกลุ่มเตาเผาที่อยู่ห่างจากกลุ่มเตายักษ์ออกมา ทางทิศเหนือประมาณ 600 เมตร พบซากเตา 6 เตา กลุ่มเตาบริเวณนี้ผลิตประติมากรรมลอยตัวขนาดเล็ก ทั้งรูปคนและรูปสัตว์ ลักษณะโครงสร้างเตาเป็นเตาประทุน ซึ่งมีรูปร่างรี ก่อหลังคาโค้งบรรจบกัน คล้ายประทุนเรือ ตั้งอยู่บนพื้นลาดเอียง 10-30 องศา ภายในแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ช่องใส่ไฟ ห้องบรรจุภาชนะ และปล่องไฟ
วัดกุฏีราย
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือห่างประตูเตาหม้อไปประมาณ 50 เมตร โบราณสถานที่สำคัญคือ มณฑปประกอบอาคาร (มณฑปวิหาร)ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หลังคา ใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากันเป็นทรงจั่วเลียนแบบเครื่องไม้ หน้าจั่วมีรอยบากเพื่อเชื่อมหลังคาเครื่องไม้ของอาคาร ด้านหน้ามณฑปมีซุ้มประตูรูปโค้งกลีบบัวเป็นทางเข้าสู่ภาย ในซึ่งประดิษฐานพระ พุทธรูปนั่ง มณฑปประกอบอาคารหลังเล็ก ตั้งอยู่ด้านขวาของมณฑปประกอบอาคารหลังใหญ่ นอกจากนั้นเป็นกลุ่มเจดีย์ราย 6 องค์ วัดชมชื่น
วัดชมชื่น
กำแพงเมืองเชลียง
แนวกำแพงเมืองเชลียง เป็นแนวกำแพงเมืองที่ล้อมรอบบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นบริเวณ เมืองเชลียง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมืองศรี สัชนาลัย โดยเฉพาะด้านหน้าทิศตะ วันออกเฉียงใต้มีแนวกำแพงตลอด ซึ่งเชื่อมกับแนวกำแพงศิลาแลงตรงประตูดอนแหลม ลักษณะกำแพงเป็นกำแพงศิลาแลงก่อขึ้นบนคันดินยกเว้นทิศเหนือที่เลียบแม่น้ำยม

แนวกำแพงเมืองเชลียงเดิมคงทำเป็นคันดิน ยกเว้นด้านทิศเหนือที่ใช้ลำน้ำยมเป็นเขตแดนธรรมชาติ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด การก่อศิลาแลงน่าจะก่อขึ้นภายหลัง พร้อมกับการก่อศิลาแลงเพิ่มเติมออกนอกเขตเมืองกำแพงศิลาแลงน่าจะสร้างก่อน พ.ศ. 2017 กล่าวคือใน วรรณคดีเรื่องลิลิตยวนพ่ายได้บรรยายถึงเมืองเชียงชื่น (ชื่อเรียกเมือง สวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัยในคราวสงครามระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อแย่งชิงเมืองเชียงชื่น) ว่ามีแม่น้ำยมและแก่งหลวงขวางกั้นภูเขาสามลูกโดยรอบมี กำแพงสามชั้น และมีกำแพงศิลาอยู่ชั้นใน
วัดเจ้าจันทร์
วัดเจ้าจันทร์ อยู่ด้านหลังวัดชมชื่น เป็นกลุ่มโบราณสถานสมัยสุโขทัยยุคต้น โบราณสถานที่สำคัญ ประกอบด้วยปรางค์ประธานก่อด้วยศิลาแลง รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะแบบเขมร ที่พบในประเทศไทย ที่เรือนธาตุมีซุ้มประกอบทั้ง 4 ด้าน เป็นซุ้มทางเข้าสู่องค์ปรางค์สันนิษฐานว่าน่าจะมีศาสนสถานก่ออิฐอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อมีการจะสร้างปรางค์จึงทำการรื้อ เมื่อ ขุดค้นลงไปในระดับลึกพบหลักฐานโบราณวัตถุสมัยทวารวดี เครื่องถ้วยหริภุญชัย ลูกปัดแก้วและชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ ดังนั้นก่อนที่จะสร้างปรางค์ศิลาแลงองค์นี้ จะต้องมีศาสนสถาน ก่อด้วยอิฐเช่นที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดชมชื่นซึ่งมีอายุก่อนพุทธศตรรษที่ 18 ในบริเวณวัดยังมีมณฑปพระอัฏฐารศก่อด้วยศิลาแลอยู่ด้านซ้ายขององค์พระปรางค์ พระวิหารตั้งอยู่ด้าน หน้าองพระปรางค์ เมื่อได้ขุดทดสอบปรากฏว่าฐานพระวิหารได้มาสร้างภายหลังการถมอัดลูกรังรอบๆ องค์ปรางค์แล้วจึงก่อสร้างพระวิหาร
วัดชมชื่น
วัดโคกสิงคาราม
วัดโคกสิงคาราม
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมห่างจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร โบราณสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ประธานทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง วิหารหน้าเจดีย์ประธานก่อ ด้วยศิลาแลง เป็นวิหารขนาด 6 ห้อง มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า ด้านหลังวิหารเชื่อมต่อกับมณฑป แม้รูปแบบสถาปัตยกรรมจะเป็นลักษณะของศิลปะสมัยสุโขทัย แต่จากการขุดแต่งบริเวณ วิหารพบฐานอาคารเดิมก่อด้วยอิฐและถูกสร้างทับด้วยวิหารศิลาแลงจากการศึกษารูปแบบภายในเจดีย์ประธาน ศาสตราจารย์ ชอง บัวส์เซลิเย ให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นปรางค์แบบขอมมา ก่อน เนื่องจากพบอาคารสี่เหลี่ยมมีซุ้มคล้ายปรางค์แบบขอมอยู่ภายในองค์เจดีย์

สิ่งสำคัญของโบราณสถานที่วัดชมชื่น คือมีการสำรวจพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่มาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นี้ก่อนชุมชนยุคสุโขทัย มีสภาพสมบูรณ์ 15 โครง ในระดับลึก 7-8 เมตร กำหนด อายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา ปัจจุบันก่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดคลุมหลุมที่ขุดพบ โดยจัดแสดงโครงกระดูกที่ขุดพบในลักษณะต่างๆ กัน
วัดโคกสิงคาราม
วัดโคกสิงคาราม อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย แต่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออกของกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยติดกับ กำแพงเมืองเชลียง ช่วงที่ต่อตัวเมืองเก่าศรีสัชนาลัย อยู่ห่างจากตัวเมืองเก่าออกมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 1 กิโลเมตร วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่บนฐาน เดียวกันเช่นเดียวกับวัดศรีสรรเพชญ์ ที่อยุธยา วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง ผนังวิหารมีช่องแสง โบสถ์อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวิหาร เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นภายใน โบสถ์ปูด้วยศิลาแลง ภายในโบสถ์มีเจดีย์ทรงกลม ซึ่งมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป รอบๆ เจดีย์มีเจดีย์รายตั้งอยู่โดยรอบสี่องค์ กำแพงวัดก่อด้วยศิลาแลงมีอยู่สามด้าน กำแพงด้านทิศใต้ใช้ร่วม กับแนวกำแพงเมืองเชลียง

ในพงศาวดารเหนือมี เรื่องราวเกี่ยวกับวัดนี้คือ เมื่อพระร่วงลบศักราชพระพุทธเจ้า (คือเลิกใช้ศักราชเก่า ตั้งศักราชใหม่แทน) จึงให้นิมนต์พระอธิตเถร พระอุปคตเถร และพระมหาเถรไลลาย และพระอรหันต์ 500 องค์ ทั้งพระพุทธโฆษาจารย์วัดรังแร้ง และชุมนุมพระสังฆเจ้าทั้งหลาย ณ วัดโคกสิงคาราม กลางเมืองศรีสัชนาลัย
วัดน้อยจำปี
อยู่นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับวัดเจ้าจันทร์ สิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัดนี้ประกอบด้วย
เจดีย์ประธานทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง: ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่อด้วยฐานบัวคว่ำและฐานสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไปต่อด้วยฐานบัวและมีห้องสี่เหลี่ยม ซึ่งอาจจะเป็นซุ้มพระแต่ได้พังทลายไปหมดแล้ว
พระวิหาร: อยู่ด้านหน้าองค์เจดีย์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงขนาดฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังวิหารมีผนังเจาะช่องแสง บนพื้นวิหารปูด้วยกระเบื้องเคลือบจากเตา เกาะน้อย นับว่าพบเพียงแห่งเดียวในเมืองศรีสัชนาลัย ที่ปูกระเบี้องเคลือบ
วัดน้อย
อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองศรีสัชนาลัย บริเวณที่ราษฎรเรียกว่า บ้านวัดน้อย สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ คือ เจดีย์ดอกบัวตูมขนาดเล็ก ส่วนฐานทั้ง 4 ด้านมีซุ้มพระด้านหน้าที่ฐาน อาคารขนาดเล็กยังมิได้ขุดแต่งบูรณะ ความสำคัญของวัดนี้ ปรากฎอยู่ในแผ่นจารึกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกว่า "ศุภมัสดุ พระพุทธยุคลได้ 2450 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ เสด็จฯ ประพาสทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่งเป็นครั้งแรก ประทับแรมอยู่ ตั้งพลับพลาอยู่เคียงวัดน้อยริมน้ำยมฝั่งใต้"
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
  • ปรางค์ประธาน : ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนเสร็จแล้วลงสีชาดทับ ลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปกรรมสมัยอยุธยา ภายในซุ้มโถงมีสถูปรูปดอกบัวตูม ขนาดเล็กโผล่ขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการสร้างครอบทับ ตามผนังภายในองค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนังแต่ลบเลือนไปมาก ส่วนบริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามีบันไดขึ้นสู่องค์ ปรางค์ ฐานปรางค์องค์นี้มีลักษณะเป็นวิหารคต 3 ชั้น ก่อผนังทึบและเจาะช่องแสง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วฐานปรางค์แผ่ขยายกว้างออกไปทั้ง 3 ด้าน (ด้านหน้าเป็นพระวิหาร) คล้ายสร้างครอบสถูป หรือเจดีย์ที่สำคัญไว้ภายใน ซึ่งคงเป็นสิ่งก่อสร้างในช่วงสุโขทัยตอนต้น เนื่องจากได้ขุดค้นพบฐานโบราณของสิ่งก่อสร้าง ก่อด้วยอิฐอยู่ใต้ฐานพระวิหารหลวง นอกจากนี้ยังพบกระเบื้องเชิงชายรูป นางอัปสรและเทวดา ซึ่งมีลักษณะร่วมสมัยศิลปะเขมรแบบบายน เช่นเดียวกับลายปูนปั้นยอดซุ้มประตูกำแพงวัด ซึ่งทำเป็นรูปพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวร อยู่ด้านบนทั้ง 4 ทิศ แบบซุ้ม ประตูนครธม ในกัมพูชา ด้านล่างเป็นรูปเทพธิดานั่งในกรอบซุ้ม ด้านล่างเป็นรูปนางอัปสรร่ายรำ
  • ฐานพระวิหารหลวงพ่อโต: อยู่ด้านหน้าพระปรางค์ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัยประทับ อยู่ตรงกลางขนาบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กประ ทับยืนทั้ง 2 ข้าง ถัดจากพระพุทธรูปปางมารวิชัยทางด้านขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่มี ลักษณะงดงาม
  • พระธาตุมุเตา: อยู่ด้านหลังปรางค์ประธานนอกกำแพงแก้ว แต่ก็ยังล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงที่ทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมบาง ซึ่งน่าจะเป็นคนละสมัยกับกำแพง ศิลาแลงที่ทำเป็นท่อนใหญ่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ตัวพระธาตุมุเตาก่อด้วยศิลาแลงฐานเป็นเหลี่ยมซ้อนกัน 4 ชั้น ต่อจากนั้นเป็นบัวถลา 3 ชั้น ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปพังทลายลง มาหมด ลักษณะพระธาตุมุเตาเป็นเจดีย์ทรงมอญ ในการขุดแต่งปี พ.ศ. 2535 ได้พบทองจังโกประดับส่วนยอดของเจดีย์
  • มณฑปพระอัฏฐารศ: Tอยู่ด้านหลังของพระธาตุมุเตา เดิมน่าจะเป็นมณฑปพระสี่อิริยาบถ หลังคามุงกระเบื้องเครื่องไม้ ต่อมาพระพุทธรูปในอิริยาบถอื่น ๆ สามองค์ได้ ชำรุดคงซ่อมแซมดัดแปลงที่เหลือเป็นพระพุทธรูปยืนอยู่ภายในซุ้ม คูหาองค์เดียว
  • วิหารสองพี่น้อง: อยู่ทางซ้ายพระอัฏฐารศ ก่อด้วยศิลาแลง มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย 2 องค์ อยู่บนแท่นพระ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าฐานวิหารสอง พี่น้องก่อทับอาคารโบราณก่ออิฐหลังหนึ่ง ข้างขวาพระวิหารสองพี่น้องพบฐานรอยพระพุทธบาทด้วย
  • โบสถ์ : ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหาร ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งหลัง โดยสร้างทับโบสถ์เดิม
  • กุฎิพระร่วง-พระลือ: ชาวท้องถิ่นเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ศาลพระร่วง-พระลือ ได้รับการบูรณะซ่อมแขมในปีเดียวกันกับโบสถ์ ลักษณะเป็นมณฑปฐานสี่ เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง หลังคาทรงมณฑปก่ออิฐซ้อนกัน 4 ชั้น แต่เดิมเคยประดิษฐานรูปเคารพสององค์ ลักษณะเหมือนกันคือ ทรงเครื่องแสดงท่าคล้ายพระพุทธรูปปางประทานอภัย แต่สวมหมวก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นประติมากรรมของพระร่วงกับ พระลือ สองพี่น้อง วีรบุรุษต้นวงศ์พระร่วงสุโขทัยตามตำนานในพงศาวดารเหนือ ปัจจุบันประติมากรรมทั้งสององค์ย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ภายในประดิษฐานรูปหล่อจำลองของพระร่วง-พระลือ
  • กำแพงวัด: เป็นศิลาแลงแท่งกลมขนาดใหญ่ปักเรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 60 เมตร ยาว 90 เมตร มีคานทับหลังกำแพง มีทางเข้าออกด้านหลัง เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอด เหนือซุ้มขึ้นไปมีปูนปั้นเป็นรูปพระพักตร์อวโลกิเตศวร 4 หน้าตามแบบซุ้มประตูนครธม ของกัมพูชา
วัดป่าแก้วหรือวัดไตรภูมิป่าแก้ว
วัดสวนสัก
วัดสวนสัก
ตั้งอยู่ใกล้กับทางแยกทางหลวงหมายเลข 101 ตรงกิโลเมตรที่ 16 แยกเข้าสู่วัดเขาอินทร์ โบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง และวิหารก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พงศาวดารเหนือได้กล่าวถึงวัดนี้ว่าเป็นวัดที่อยู่ของพระสังฆราชวัดป่าแก้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้วินิจฉัยว่า คำว่าป่าแก้วเป็นนามสงฆ์นิกายหนึ่ง
วัดสวนสัก
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยด้านทิศตะวันออกริมทางหลวงหมายเลข 1201 บ้านป่ากล้วย โบราณสถานที่สำคัญคือเจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงค่อนข้างสมบูรณ์วิหารสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อ ด้วยศิลาแลง กำแพงศิลาแลงล้อมรอบทั้งเจดีย์ประธานและพระวิหาร
วัดเจดีย์เอน
ตั้งอยู่ด้านหลังเจดีย์เจ็ดยอด โดยอยู่แนวเทือกเขาเดียว สิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงกลมประธานและพระวิหารก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่
วัดอีเป๋อ
วัดอีเป๋อ
วัดอีเป๋อ
ตั้งอยู่บริเวณช่องเขาใหญ่ โบราณสถานแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีพระวิหารก่อด้วยศิลาแลง และแนวศิลาแลงปักเป็นเขต โบสถ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อ 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นฐาน ใบเสมา ชั้นที่ 2 ยกพื้นสูง น่าจะเป็นพื้นพระอุโบสถ ฐานอาคารเป็นรูปหกเหลี่ยมอาจจะเป็นเจดีย์ทรงกลม ฐานรูปหกเหลี่ยมในแต่ละเหลี่ยมมีช่องตรงกลางด้านละ 1 ช่อง และในแต่ละช่อง มีรูปสัตว์ปูนปั้นประดับอยู่
วัดหัวโขน
ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ห่างจากประตูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 400 เมตร โบราณสถานแห่งนี้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างที่มีขนาด ใหญ่และมีความสำคัญ คือ
  • มณฑปผนังทึบ 3 ด้าน: ด้านหน้า (ด้านตะวันออก) เชื่อมกับพระวิหารก่อด้วยศิลาแลง ตัวมณฑปภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ตรงกลาง เป็นประธานส่วนที่มุมผนังทั้ง 2 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูนสูงรูปพระสาวกเหลืออยู่ 3 องค์
  • เจดีย์ประธานทรงกลมมีซุ้มพระทั้ง 4 ด้าน: เจดีย์ประธานองค์นี้ก่อด้วยศิลาแลงเดิมอาจจะเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูมมาก่อนแล้วถูกปฏิสังขรณ์เป็นเจดีย์ทรงกลม ในสมัยต่อมา ในการขุดแต่งได้พบพระรัตนตรัยมหายานด้วย ลักษณะพระพิมพ์ชนิดนี้ตรงกลางมีพระพุทธรูปนาคปรก ด้านขวามีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านซ้ายมีนางปัญญาบารมีหรือ นางปรัชญาปารมิตา
วัดเขาใหญ่บน
ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่ โบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงกลมขนาดใหญ่ซึ่งก่อสร้างครอบทับเจดีย์เล็ก ๆ ไว้ภายใน และที่องค์ระฆังมีการก่อพอกทับหลายชั้นเพื่อเสริมให้องค์ระฆัง ใหญ่ขึ้น ด้านหน้าเจดีย์ประธานมีวิหารและมณฑปอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีเจดีย์ทรงปราสาทยอดทำเป็นรูปกลีบมะเฟือง ด้านหลังเจดีย์ทรงปราสาทมีสระน้ำโบราณ จากเจดีย์ประธานไปทาง ตะวันตกมีกุฏิ หรือศาลาขนาดใหญ่สร้างอยู่บนเนินเขา แต่ปัจจุบันไม่เห็นรูปร่างชัดเจน ทางทิศใต้ของวัด ต่ำลงมา ตรงเชิงเขา มีบ่อน้ำ ๒ บ่อ และเศษกระเบื้องมุงหลังคาหล่นอยู่ทั่วไป สันนิษ ฐานว่าน่าจะเป็นกุฏิสงฆ์สำหรับวิปัสสนาธรรม
วัดเขาใหญ่ล่าง
ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาใหญ่ถัดจากเจดีย์เอนมาทางทิศตะวันตก สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้คือ เจดีย์ทรงกลมเป็นเจดีย์ประธานลักษณะองค์ระฆังค่อนข้างเตี้ย น่าที่จะเป็นเจดีย์ทรงกลมรุ่นแรก ๆ พระ วิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธานก่อด้วยศิลาแลง
วัดพญาดำ
วัดหัวโขน
วัดหัวโขน
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง เดิมไม่ใช่ชื่อวัดพญาดำ แต่คงถูกเรียกเมื่อภายหลัง เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเมืองศรีสัชนาลัยในปี พ.ศ. 2450 พระองค์ได้พระราชนิ พนธ์หนังสือ "เที่ยวเมืองพระร่วง" มีตอนหนึ่งที่ทรงพระราชนิพนธ์ถึงวัดแห่งหนึ่งที่เสด็จประพาสว่า "ที่นีมีวิหารรูปร่างคล้ายวัดศรีชุมเมืองสุโขทัยเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้าง 5 วา 3 ศอก ยาว 6 วา 3 ศอกคืบ และผิดกับวัดศรีชุมที่แบ่งออกเป็น 2 ห้อง ด้านตะวันตก (คือ ด้านที่หันไปทางถนน) มีรูปพระยืน ด้านตะวันออกมีพระมารวิชัย ประตูยังมีซุ้มติดอยู่ มีใบระกาทางด้านตะ วันออก และเจดีย์อีกหลายองค์ มีกำแพงล้อมรอบลานวัดนี้ถึงเป็นวัดเล็กก็จริง แต่ท่าทางจะเป็นวัดที่อยู่สบาย ส่วนใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงมีอยู่ที่เชิงเขาใกล้วัดนี้ จึงเห็นว่าอย่างไรคงไม่กันดารน้ำ บางที่จะเป็นวัดนี้ที่ในพงศาวดาร กรุงเก่าเรียกว่า วัดไม้งาม เป็นที่ตั้งทัพหลวงของสมเด็จพระนเรศวร เมื่อเสด็จขึ้นมาปราบขบถพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกที่ข้าพเจ้านึกเช่นนี้เพราะเห็นว่า เป็นวัดที่อยู่ริมถนนพระร่วงทางมาจากสุโขทัย และดูอยู่ในภูมิที่เหมาะ นอกจากนี้ยังพบพระรัตนตรัยมหายานด้วยคือมีพระพุทธรูปนาคปรกอยู่ตรงกลางพระ โพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่เบื้อง ขวานางปัญญาบารมีอยู่เบื้องซ้าย"

แต่จากการสำรวจโดยเจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตามลักษณะสภาพโบราณที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาไว้ นั้นตรงกับโบราณสถานที่เรียกกัน ในปัจจุบันว่า วัดพญาดำ สาเหตุที่เรียกวัดพญาดำเนื่องจากมีคนร้ายลักลอบขุดหาพระพิมพ์ และพบพระพิมพ์นางพญาเนื้อสีดำเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ราษฎรแถบนั้นเรียกชื่อวัดว่า วัดพญาดำ สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ประกอบด้วย
  • มณฑปประธาน: ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนด้วย หลังมณฑปยังคงมีหลังคาคล้ายรูปประทุนเรือก่อโดยวิธีเรียงศิลาแลงเหลื่อมเข้า หากันทำเป็นรูปหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น ภายในมณฑปแบ่งเป็นคูหา คูหาด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย แต่ถูกทำลายไปมากแล้ว คูหาด้านหลังประดิษฐานพระพุทธรูป 2 หรือ 3 องค์ ตรงกลางเป็นพระพุทธ รูปยืน จากภาพถ่ายเมื่อ 87 ปีมาแล้ว พบว่าด้านทิศใต้มณฑปพบว่ามีเจดีย์รายทรงดอกบัวตูมอยู่ 1 องค์ ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว พระวิหารอยู่ด้านหน้ามณฑปก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนหลังคา เป็นเครื่องไม้ มุงกระเบื้อง
  • มณฑปพระอัฏฐารศ: ก่อด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ด้านขวาของมณฑปประธานภายในคูหามณฑปมีร่องรอยว่าเคยประดิษฐานพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะ มีความสูงถึง 18 ศอก ที่นิยมเรียกกันว่า พระอัฏฐารศ
  • เจดีย์ราย: หลายขนาดและหลายองค์ เท่าที่นับได้หลังจากการขุดแต่งบูรณะจำนวน 38 องค์
  • ขตสังฆาวาส: คือพื้นที่นอกกำแพงด้านทิศใต้ของวิหาร มีอาคารเล็ก ๆ 2 หลังและพบชิ้นส่วนศิลาแลงเป็นแท่นกลมสลักสำหรับใส่เดือยไม้เมื่อประ กอบเป็น ซุ้มประตูทางเข้าทั้งด้านใต้และด้านตะวันออก
  • สระน้ำ: อยู่ด้านหน้าพระวิหาร เป็นสระกรุด้วยศิลาแลง สำหรับด้านทิศเหนือของวัดมีบ่อน้ำกรุด้วยศิลาแลงที่มีน้ำขังตลอดปี
  • กำแพงวัด: ทำด้วยศิลาแลงเป็นท่อนปักรายรอบทั้ง 4 ด้าน
วัดพรหมสี่หน้า
ตั้งอยู่ที่ราบใกล้กับคันดินกั้นน้ำสมัยสุโขทัย ห่างจากวัดสระปทุมไปทางทิศเหนือประมาณ 300 เมตร โบราณสถานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โบราณสถานที่สำคัญคือมณฑปประธาน ทำหน้าที่คล้ายพระวิหาร ตัวมณฑปก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน หลังคาคงเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ วิหารอยู่ด้านหน้ามณฑปก่อด้วยศิลาแลง มณฑปยอดเจดีย์มีซุ้มคูหา ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนทั้ง 4 ด้าน ซุ้มคูหาด้านทิศตะวันออกพบจิตรกรรมฝาผนังเป็นสีเอกรงค์เป็นรูปบุคคลถือดาบ ยอดมณฑปพังทลาย แต่พบชิ้นส่วน ยอดมณฑป แบบยอดปรางค์ และส่วนยอดเจดีย์ย่อมุมทรงกลีบมะเฟือง จึงสันนิษฐานว่ามณฑปองค์นี้คงจะมีส่วนยอดเป็นเจดีย์ย่อมุมทรงกลีบมะเฟือง
วัดราหู
ตั้งอยู่ใกล้ กับประตูสะพานจันทร์ห่างจากวัดสระไข่น้ำไปทางทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรง ดอกบัวตูมที่ได้รับการบูรณะเสริมความมั่นคงแล้ว ด้านหน้าเจดีย์ประธานเป็นวิหารศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจดีย์รายตั้งอยู่ด้านหลัง เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลมจำนวน 5 องค์ โบราณ สถานทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกวัดราหู เนื่องจากได้พบปูนปั้นรูปหน้ากาลซึ่งประดับที่ดอกบัวตูมส่วนยอดของเจดีย์ ชาวบ้านจึงเรียกหน้ากาลว่าราหูอม จันทร์
วัดสระไข่น้ำ
วัดยายตา
วัดยายตา
ใกล้กับประตูสะพานจันทร์ ห่างออกมาประมาณ 200 เมตร วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มโบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ที่ฐานชั้นแรกมีร่องรอยทำซุ้มพระประดับทั้ง 4 ด้าน มณฑปประกอบวิหารเป็นวิหารขนาด 5 ห้อง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขยื่นด้านหน้า ด้านหลังมีมณฑปก่อด้วยศิลาแลง ตัวมณฑปผนังเป็น รูปสี่เหลี่ยมหลังคารูปโค้งแหลมก่อศิลาแลงเหลื่อมเข้าหากันเป็นส่วนยอดหลังคา ด้านหน้ามีทางเข้า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย
วัดสระปทุม
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใกล้กับแนวถนนหลวงหมายเลข 1201 (ศรีสัชนาลัย - สวรรคโลก) ห่างอออกมาประมาณ 100 เมตร โบราณสถานหันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก โบราณสถานที่สำคัญคือมณฑปทึบ 3 ด้าน ด้านหน้ามีทางเข้ามณฑปก่อด้วยศิลาแลง รูปหน้าจั่วโค้งแอ่นลงเลียนแบบเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เจดีย์ทรงกลมอยูด้านหลังมณฑป ฐานแปลกกว่าเจดีย์ทรงกลมที่พบในเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องจากฐานชั้นแรกก็ทำเป็นฐานวงกลมโดยไม่ขึ้นฐานสี่เหลี่ยมเหมือนเจดีย์ ทรงกลมองค์อื่น ๆ ที่พบในเมืองศรีสัชนาลัย ในการขุด แต่งได้พบพระพุทธรูปลีลาบุทอง 2 องค์ วิหารอยู่ด้านหน้ามณฑป และมีทางเดินปูศิลาแลงตรงไปยังวัดพญาดำ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดของวัดนี้ ล้อมรอบด้วยคูน้ำ
วัดยายตา
ตั้งอยู่นอกเมืองศรีสัชนาลัยทางด้านทิศตะวันตกใกล้ถึงวัดสระไข่น้ำ สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ ประกอบด้วย
  • มณฑปประธาน: ที่มีขนาดสูงและใหญ่ที่สุดในเมืองศรีสัชนาลัย หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินเผาภายในมณฑปมีแท่นพระประดิษฐานพระ พุทธรูปขนาดใหญ่ประทับนั่งขัดสมาธิ
  • วิหาร: อยู่ด้านหน้าติดกับมณฑป ก่อด้วยศิลาแลง ผนังวิหารก่อด้วยศิลาแลงเจาะเป็นช่องแสง
  • ซุ้มพระ: เป็นซุ้มขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ด้านหน้ามีแท่นบูชา นอกจากนี้ยังมีที่ปลูกพระศรีมหาโพธิ์อยู่ด้านหน้ามณฑปเป็นรูปแปด เหลี่ยม ก่อด้วยศิลาแลงภายในเป็นดิน
  • หลักฐาน: โบราณคดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้คือ ท่อดินเผาสังคโลกหรืออาจจะเป็นลูกกรงดินเผาเคลือบสีเขียว มีอักษรจารึกภาษาไทยตัวอักษรสุโขทัยตอนปลาย เขียนว่า "นางพิม" อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-21 โบราณคดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้คือ ท่อดินเผาสังคโลกหรืออาจจะเป็นลูกกรงดินเผาเคลือบสีเขียว มีอักษรจา รึกภาษาไทยตัวอักษรสุโขทัยตอนปลายเขียนว่า "นางพิม" อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-21
วัดเขาอินทร์
ตั้งอยู่บนยอดเขาอินทร์ นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือฝั่งตะวันออกลำน้ำยม โบราณสถานสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง มีพระวิหารขนาด 8 ห้องอยู่ด้านหน้า ผนังวิหารมีช่องลูกกรงหรือช่องแสง ผนังด้านหน้ามีลายปูนปั้น อาจเป็นรุ่นเดียวกับวัดนางพญา สมัยอยุธยาตอนต้น มีบ่อน้ำสำคัญ 2 บ่อ เรียกว่า บ่อแก้ว และบ่อทอง ชื่อวัดเขาอินทร์ปรากฏในพงศาวดารเหนือ เป็นวัดอรัญวาสี
วัดเขาพระศรี
อยู่บนยอดเขาพระศรี ทางทิศใต้ของเมืองศรีสัชนาลัย เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดเล็กประกอบด้วย เจดีย์ประธาน ก่อด้วยอิฐบนศิลาแลง ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม วิหาร ศาลาและกุฎี สภาพ โบราณสถาน ถูกลักลอบขุดจนแทบไม่เหลือสภาพ
วัดเขารังแร้ง
อยู่บนยอดเขารังแร้งในเทือกเขาพระศรี เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ ภายในกรอบของกำแพงแก้วที่ใช้แท่งศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมยาวปักเรียงชิดติดกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในกำแพง แก้วมีเจดีย์ประธานเหลือเพียงฐานรูปสี่เหลี่ยม วิหาร โบสถ์ วิหารราย บริเวณสังฆาวาส และแนวทางเดินปูด้วยศิลาแลง ซึ่งวัดเขา รังแร้งปรากฎอยู่ในพงศาวดารเหนือตอนที่สร้างเมืองสวรรคโลก และตอนพระร่วงอรุณกุมารเมือง สวรรคโลก
 
เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร