อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย, ประวัติ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, เที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ข้อมูลทั่วไป
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
สถานที่ตั้ง : อำเภอเมือง
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หรือ เมืองเก่าสุโขทัย ตั้งอยู่นอกตัวเมืองสุโขทัย ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุโขทัยไป ตามทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัย-ตาก ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร เมื่อผ่านเข้าเขตเมืองเก่า จะแลเห็นยอดพระเจดีย์แบบต่างๆ อันสง่างามและวิหารอันศักดิ์สิทธิ์

กำแพงเมืองสุโขทัย ตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นกำแพงพูนดิน 3 ชั้น โดยการขุดเอาดินขึ้นมาถมเป็นกำแพงและพื้นดินที่ขุด ขึ้นยังเป็นคูขังน้ำไว้ ใช้สอยและเป็นกำแพงน้ำขึ้นอีก 2 ชั้น กำแพงด้านทิศเหนือจดทิศใต้ยาว 2,000 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 1,600 เมตร มีประตูเมือง 4 ประตู ด้านเหนือเรียกว่า "ประตูศาลหลวง" ด้านใต้เรียกว่า "ประตูนะโม" ด้านทิศตะวันออกเรียกว่า "ประตูกำแพงหัก" ด้านทิศ ตะวันตกเรียกว่า "ประตูอ้อ" ภายนอกกำแพงเมืองในรัศมี 5 กิโลเมตร มีโบราณสถานประมาณ 70 แห่ง สร้างขึ้นไว้ในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยกรมศิลปากร และได้รับการจัดตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ในปี 2537

การเดินทาง
การเดินทางไปอุทยานฯ จากตัวเมืองสุโขทัย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถประจำทางสายเมืองเก่า (รถสองแถว) จอดรอบบริเวณที่ท่ารถใกล้ป้อมยามตำรวจ ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำยมไปทางฝั่งตะวันตกราว 200 เมตร มีรถออกทุก 20 นาที ค่าโดยสารคนละ 5 บาท ตั้งแต่ 06.00-18.00 น. ทุกวัน และจากอุทยานฯ มีรถจอดที่บริเวณลานจอดรถ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

เปิดให้เข้าชม : 08.30-16.30 น.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : โทร. 0 5569 7310
แผนที่
(5) ศาลตาผาแด (17) วัดซ่อนข้าว (18) วัดสรศักดิ์ (24) เตาเผาเครื่องสังคโลก (26) วัดแม่โจน (28) วัดหนองปรือ (29) วัดอ้อมรอบ (30) วัดพระพายหลวง (31) วัดร่องขวางตะวัน (32) วัดสังฆาวาส (33) วัดศรีชุม (34) วัดเตาทุเรียง (55) วัดอรัญญิก (56) วัดช้างรอบ (57) วัดเจดีย์งาม (58) วัดเขาพระบาทน้อย (59) วัดมังกร (60) วัดป่ามะม่วง (62) วัดพระยืน (63) วัดสะพานหิน (64) วัดศรีโทล (65) วัดถ้ำหีบบน (66) วัดถ้ำหีบล่าง (67) วัดตระพังช้างเผือก แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
(1) พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (2) เนินปราสาท (3) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง (6) พระราชวัง (7) ศาลหลักเมือง (8) กำแพงเมืองสุโขทัย (9) วัดชนะสงคราม (12) วัดมหาธาตุ (13) วัดใหม่ (15) วัดสระศรี (16) วัดศรีสวาย (19) วัดตระกวน (20) วัดตระพังเงิน (22) วัดตระพังทอง (35) ประตูนะโม (46) วัดช้างล้อม (51) วัดตระพังทองหลาง (53) สรีดภงส์ (54) เทวาลัยมหาเกษตร (68) วัดตึก แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
(36) วัดอโสการาม (37) วัดเจดีย์สี่ห้อง (38) วัดเชตุพน (39) วัดก้อนแลง (40) วัดมุมลังกา (41) วัดโพรงเม่น (42) วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม (43) วัดต้นจันทร์ (44) วัดวิหารทอง (47) วัดเจดีย์สูง แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

โบราณสถานในเมืองเก่าสุโขทัย
(1) พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(2) เนินปราสาท
(3) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง
(4) สำนักอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
(5) ศาลตาผาแด
(6) พระราชวัง
(7) ศาลหลักเมือง
(8) กำแพงเมืองสุโขทัย

(9) วัดชนะสงคราม
(10) วัดกำแพงแลง
(11) วัดข้าวสาร
(12) วัดมหาธาตุ
(13) วัดใหม่
(14) วัดมุมเมือง
(15) วัดสระศรี
(16) วัดศรีสวาย
(17) วัดซ่อนข้าว
(18) วัดสรศักดิ์
(19) วัดตระกวน
(20) วัดตระพังเงิน
(21) วัดตระพังสอ
(22) วัดตระพังทอง
โบราณสถานนอกเมืองโบราณสุโขทัย ด้านทิศเหนือ
(23) ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
(24) เตาเผาเครื่องสังคโลก
(25) ประตูศาลหลวง
(26) วัดแม่โจน

(27) วัดเนินร่อนทอง
(28) วัดหนองปรือ
(29) วัดอ้อมรอบ
(30) วัดพระพายหลวง
(31) วัดร่องขวางตะวัน
(32) วัดสังฆาวาส
(33) วัดศรีชุม
(34) วัดเตาทุเรียง
โบราณสถานนอกเมืองโบราณสุโขทัย ด้านทิศใต้
(35) ประตูนะโม
(36) วัดอโสการาม
(37) วัดเจดีย์สี่ห้อง
(38) วัดเชตุพน

(39) วัดก้อนแลง
(40) วัดมุมลังกา
(41) วัดโพรงเม่น
(42) วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม
(43) วัดต้นจันทร์
(44) วัดวิหารทอง
โบราณสถานนอกเมืองโบราณสุโขทัย ด้านทิศตะวันออก
(45) ประตูกำแพงหัก
(46) วัดช้างล้อม
(47) วัดเจดีย์สูง

(48) วัดเจดีย์ยอดหัก
(49) วัดพระนอน
(50) วัดต้นมะขาม
(51) วัดตระพังทองหลาง
โบราณสถานนอกเมืองโบราณสุโขทัย ด้านทิศตะวันตก
(52) ประตูอ้อ
(53) สรีดภงส์
(54) เทวาลัยมหาเกษตร
(55) วัดอรัญญิก
(56) วัดช้างรอบ
(57) วัดเจดีย์งาม

(58) วัดเขาพระบาทน้อย
(59) วัดมังกร
(60) วัดป่ามะม่วง
(61) วัดป่าสัก
(62) วัดพระยืน
(63) วัดสะพานหิน
(64) วัดศรีโทล
(65) วัดถ้ำหีบบน
(66) วัดถ้ำหีบล่าง
(67) วัดตระพังช้างเผือก
(68) วัดตึก
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่องทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ลักษณะพระบรมรูป พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระบรมรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสม ทองแดงรมดำ ขนาด 2 เท่าขององค์จริง สูง 3 เมตร ประทับนั่งห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังคศิลาบาตร พระหัตถ์ขวาถือคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน พระแท่นด้านซ้ายมีพานวางพระขรรค์ไว้ข้างๆ ลักษณะ พระพักตร์เหมือนอย่างพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนต้น ถ่ายทอดความรู้สึกว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีน้ำพระทัยเมตตา กรุณา ยุติธรรมและเฉียบขาด ที่ด้านข้างมีภาพแผ่นจำหลักจารึกเหตุการณ์เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของพระองค์ตามที่อ้างถึงในจารึกสุโขทัย
เนินปราสาท
ทางทิศตะวันออกติดกันกับวัดมหาธาตุ มีโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งเรียกในปัจจุบันว่า เนินปราสาท ตามการสันนิษฐานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าบริเวณนี้เคย เป็นฐานปราสาทราชวัง ของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2526 พบฐานอาคารแบบฐานบัวคว่ำบัวหงาย ลักษณะเป็นฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้าขนาด 27.50 x 51.50 เมตร มีบันไดที่ด้านหน้า และด้านหลังอย่างละหนึ่งแห่ง

อย่างไรก็ตาม ในการขุดค้นทางโบราณคดีไม่พบหลักฐานที่พอจะชี้ได้ว่าสถานที่นี้เป็นปราสาทราชวัง อีกทั้งแผนที่เก่าทำในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็บ่งบอกว่าเป็นบริเวณเดียวกันกับ วัดมหาธาตุ คือเป็นสิ่งก่อสร้างเนื่องในทางศาสนาในวัด หรือ ศาลาโถง มากกว่าจะเป็น วังของกษัตริย์สุโขทัยควรเป็นตำหนักไม้ ตำแหน่งที่ตั้งตามที่ปรากฏหลักฐานแห่งหนึ่งนั้น ควรอยู่เหนือศาลตาผาแดง ติดกับวัดสรศักดิ์ทางทิศตะวันตก ซึ่งศิลาจารึกวัดสรศักดิ์กล่าวว่าเป็นตำหนักของเจ้านายสุโขทัยเมื่อตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ จะตรงกันกับตำแหน่งของพระราชวังกษัตริย์เขมรโบราณ ที่เมืองพระนครหลวง หรือ เมืองนครธม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง
ศาลตาผาแดง
ศาลตาผาแดง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหงตั้งอยู่ทางด้านขวาของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นที่รวบรวม และจัดแสดงศิลปโบราณที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีภายในเมืองสุโขทัย และที่ประชาชนมอบให้บริเวณพิพิธภัณฑ์แบ่งส่วนการแสดงโบราณวัตถุไว้เป็น 3 ส่วนคือ:
  • ส่วนที่หนึ่ง อาคารลายสือไท 700 ปี: เป็นอาคารใหม่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าอาคารใหญ่ เป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุสมัยสุโขทัย อาทิ พระพุทธรูป เครื่องใช้ ถ้วยชาม เครื่องสังคโลก ศิลาจารึก ฯลฯ
  • ส่วนที่สอง อาคารพิพิธภัณฑ์: แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นล่าง จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะแหล่งโบราณ คดีสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และ ชั้นบน จัดแสดงศิลาจารึกสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปสำริด เทวรูป โอ่งสังคโลก เครื่องศาสตราวุธ เครื่องถ้วยชามสังคโลก เงินตรา ท่อน้ำแสดง ระบบชลประทานสมัยสุโขทัย ฯลฯ
  • ส่วนที่สาม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง: อยู่ด้านนอกโดยรอบอาคารใหญ่ เป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณต่าง ๆ อาทิ พระพุทธรูปศิลา แผ่นจำหลัก รูป ทรงอาคารไทยแบบต่าง ๆ เตาทุเรียงจำลอง เสมาธรรมจักศิลา เป็นต้น พิพิธภัณฑ์
เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.
ศาลตาผาแดง
วัดชนะสงคราม
วัดชนะสงคราม
ตั้งอยู่ติดกับตระพังตระกวนทางด้านทิศตะวันตก และใกล้กับประตูเมืองด้านเหนือ ปรากฏในแผนที่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า ศาลเทพารักษ์ใหญ่ และศาลตาผาแดง ลักษณะเป็นโบราณสถานหลังเดี่ยวแบบปราสาทเขมร ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหมด ส่วนบนฐานบัวลูกฟัก มีห้องยาวหรือส่วนที่ยื่นออกไปจากตัวปราสาท อยู่ทางด้านตะวัน ออกและตะวันตกโดยห้องด้านตะวันออกมีความยาวกว่าด้านตรงข้าม เมื่อกรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งและบูรณะศาลตาผาแดง ได้พบชิ้นส่วนเทวรูปและเทวสตรี ประดับด้วยเครื่อง ตกแต่งอย่างงดงาม

เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบแล้ว เทียบได้กับศิลปะเขมรแบบนครวัดสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1656 - 1693) หรือปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย โบราณสถานแห่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีชุมชนที่มีวัฒนธรรมเขมร นับถือศาสนาฮินดูปะปนในแถบนี้แล้ว เมื่อประมาณปลาย พุทธศตวรรษที่ 17
พระราชวัง
พระราชวังตั้งอยู่ในใจกลางเมืองและครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 160,000 ตารางเมตร ล้อมรอบ ด้วยคูน้ำ ประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ อาคารและพระวิหารในพระราชวัง และใน บริเวณพระราชวังยังพบซากปรักหักพังของพระราชวัง เรียกว่า เนินปราสาท ที่นี่มีชื่อเสียงหลักศิลาจารึกของสมเด็จพระรามคำแหงค้นพบโดย สมเด็จพระจอมเกล้า (รัชกาลที่5) ในศตวรรษที่ 19 ร่วมกับชิ้นส่วนของบัลลังก์หินเรียกว่า "นังคศิลา ณ" ที่ตั้งบัลลังก์ของสมเด็จพระรามคำแหงซึ่งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ที่กำลังเติบโต ที่ขอพระประกาศ ในวันสะบาโตพุทธ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของเขา ดำเนินกิจการของรัฐในวันอื่นๆ ต่อมาบัลลังก์นี้ติดตั้งในวัดพระแก้วในตัวเมืองกรุงเทพฯ
ศาลหลักเมือง
โบราณสถานนี้ตั้งอยู่ติดกับคูน้ำด้านเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นอาคารขนาดเล็กยกพื้นสูง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านบนมีเสากลมก่อขึ้นจากศิลาแลง มีหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงด้วย กระเบื้องดินเผา ไม่พบหลักฐานในศิลาจารึกที่กล่าวถึงหลักเมือง อีกทั้งไม่ปรากฏแนวคิดเกี่ยวกับหลักเมืองในสมัยสุโขทัยเลย แต่ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่าศาลกลางเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้พระวิเชียรปราการไปขุดตรวจพบว่า มีเสาศิลาแลงตั้งอยู่ทั้งสี่มุม ๆ ละ 2 เสาซ้อน ที่ตรงกลางมีหลุมเข้าใจว่าเป็นหลุมที่ฝังนิมิตในหลุมนี้มีศิลาแผ่นแบน มีลายที่ลาง เลือน บางทีอาจเป็นแผ่นดวงเมือง ข้อที่ทรงสันนิษฐานเช่นนี้จึงกลายเป็นความเชื่อว่าที่นี่เป็นศาลหลักเมืองจริงๆ
กำแพงเมืองเก่าสุโขทัย
วัดสระศรี
วัดสระศรี
กำแพงเมืองสุโขทัยตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่าเป็นกำแพงพูนดิน 3 ชั้น โดยการขุดเอาดินขึ้นมาถมเป็นกำแพง และพื้นดินที่ขุดขึ้นยังเป็นคูน้ำไว้ใช้สอยและเป็นกำแพงน้ำขึ้นอีก 2 ชั้น กำแพงด้าน ทิศเหนือจดทิศใต้ยาว 2,000 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 1,600 เมตร มีประตูเมือง 4 ประตู ด้านเหนือเรียกว่า "ประตูศาลหลวง" ด้านใต้เรียกว่า "ประตูนะโม" ด้านทิศตะวันออก เรียกว่า "ประตูกำแพงหัก" ด้านทิศตะวันตกเรียกว่า "ประตูอ้อ" หลักศิลาจารึกกล่าวว่าสมเด็จพระรามคำแหง ตั้งระฆังไว้ที่หนึ่งของประตูเมื่อผู้ใดต้องการความช่วยเหลือ ก็จะเคาะระฆังและ จะมีพระสงฆ์ออกมารับเรื่องราวข้อพิพาทและตัดสินความยุติธรรมและยังมีโบราณสถานอื่นๆ อีกมากมาย
วัดชนะสงคราม
ตั้งอยู่ทางเหนือของวัดมหาธาตุ และอยู่ใกล้กับโบราณสถานที่เรียกว่าศาลหลักเมืองด้วย วัดนี้เดิมเรียกกันว่าวัดราชบูรณะ ลักษณะเด่นก็คือ มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่เป็นเจดีย์ประธาน ด้านตะวันออกมีวิหาร โบสถ์ และเจดีย์รายต่าง ๆ แผนผังของวัดนี้มีที่พิเศษออกไปคือ มีเจดีย์ทรงวิมานขนาดเล็กขนาบเจดีย์ประธานที่ด้านตะวันออก คล้ายที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวเมืองศรีสัชนาลัย น่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นในระยะเวลาต่อมา
วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ เป็นวัดใหญ่อยู่กลางเมือง สร้างสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระเจดีย์ต่างๆ รวมถึง 200 องค์ นับเป็นวัดสำคัญประจำกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิล ปะแบบสุโขทัยแท้ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์แบบศรีวิชัยผสมลังกาก่อด้วยอิฐอยู่ที่มุม ด้านตะวันออก บนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ที่ด้านเหนือและด้าน ไต้เจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า "พระอัฎฐารศ" ด้านใต้ยังพบแท่งหินเรียกว่า "ขอมดำดิน" อีกด้วย วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ
วัดใหม่
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ มีวิหารสร้างขึ้นในช่วงสมัยอยุธยา มีวิหารที่ก่อด้วยศิลาแลง และมีพระพุทธรูปของพระนากา (แบบลพบุรี) ค้นพบที่นี่และได้จัดเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถาน แห่งชาติรามคำแหง
วัดสระศรี
วัดสระศรี เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ โบราณสถานนี้มีความงดงามมากอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชื่อว่า ตระพังตระกวน สิ่ง สำคัญของวัดประกอบด้วย เจดีย์ทรงระฆัง วิหารและโบสถ์กลางน้ำ ก่อน พ.ศ. 2521 มีถนนจรดวิถีถ่องตัดผ่านกลางวัด ซึ่งทำลายคุณค่าและเป็นอันตรายต่อโบราณสถาน กรมศิลปากรจึง ได้ปรับปรุงทัศนียภาพเพื่อรักษาโบราณสถาน โดยขุดรื้อถนนออกไป แล้วสร้างถนนเลียบสระน้ำขึ้นแทน

เจดีย์ทรงระฆังของวัดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการ รับพุทธศาสนาจากลังกาของสุโขทัย บางครั้งจึงเรียกเจดีย์แบบนี้ว่า เจดีย์ทรงลังกา ครั้งหนึ่งมีผู้ลักลอบขุดกรุของเจดีย์องค์นี้ ได้พบ เจดีย์จำลอง (บรรจุอัฐิธาตุ) และแผ่นทองจารึกข้อความกล่าวถึงพระเถระผู้ใหญ่มาดำเนินการสร้างเจดีย์เพื่อ บรรจุพระอัฐิธาตุของพระมหาธรรมราชาลิไท จารึกหลักนี้จึงเรียกว่า จารึก วัดสระศรี และสถูปเจดีย์จำลอง ดังกล่าว ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย ส่วนโบสถ์ที่อยู่กลางน้ำก็เป็นความเชื่อถือแบบพุทธที่ใช้น้ำในความหมายของความ บริสุทธิ์ของขอบเขต เรียก ว่า อุทกสีมา หรือ นทีสีมา ที่กันไว้เป็นเขตสำหรับให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม วัดศรีสวาย
วัดศรีสวาย
วัดศรีสวาย
ตั้งอยู่ทางใต้ของวัดมหาธาตุ ห่างออกไปประมาณ 350 เมตร โบราณสถานสำคัญตั้งอยู่ในกำแพงแก้วนั้น ประกอบไปด้วยปรางค์ 3 องค์ ที่มีรูปแบบศิลปะลพบุรี แต่ลักษณะของปรางค์ค่อน ข้างเพรียว ตั้งอยู่บนฐานเตี้ย ๆ มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน ได้พบทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูป และศิวลึงค์ อัน เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าวัดศรีสวายเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อน แล้วแปลงเป็นพุทธสถานโดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้า เป็นวัดในพุทธศาสนาภายหลัง
วัดซ่อนข้าว
ตั้งอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ใกล้กับวัดสรศักดิ์ เป็นวัดในสมัยสุโขทัย แต่ไม่พบประวัติการสร้างในศิลาจารึก ภายในมีโบราณสถาน ประกอด้วย พระวิหาร ก่อด้วยอิฐ มีฐานแบบ บัวลูกแก้วอกไก่ ด้านหน้าเป็นมุขลด มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าทั้งสองข้าง ภายในพระวิหาร มีเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงโกลนก้อนเป็นวงกลม ก่อกันเป็นรูปเสา ด้านหลังพระวิหาร เป็นที่ตั้งของเจดีย์ ประธานทางพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม เหลือเฉพาะส่วนฐานถึงซุ้มเรือนธาตุ ส่วนบนที่เป็นดอกบัวตูมนั้นได้ทลายลงไป ด้านข้างของพระวิหาร เป็นที่ตั้งของมณฑป สำหรับประดิษฐาน พระพุทธรูป คล้ายกับที่ วัดตระพังทองหลาง โดยก่อเป็นอิฐที่ฐาน ลดหลั่นเป็นชั้นจรดส่วนมณฑปทั้งสามด้าน รอบโบราณสถานยังคงปรากฏกำแพงแก้วให้เห็น
วัดสรศักดิ์
วัดสรศักดิ์
วัดสรศักดิ์
ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองด้านเหนือ มีศาลตาผาแดงอยู่ในทิศตะวันตกเยื้องไปทางทิศใต้ของวัด หลักฐานเกี่ยวกับวัดนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ ที่ว่านายอินทร สรศักดิ์ได้ขอพระราชทาน ที่ดินขนาด 15 x 30 วา จากออกญาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัยขณะนั้นเพื่อสร้างวัดถวาย ครั้นสร้างสำเร็จแล้วจึงให้นิมนต์พระมหาเถรธรรมไตรโลกฯ จากตำบลดาวขอน ผู้เป็นน้าของออก ญาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัยให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ด้วย

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1959 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยาขณะยังทรงพระเยาว์ได้เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมพระราชมารดาและพระมาตุจฉา (น้า)ที่เมืองสุโขทัย การเสด็จคราวนี้พระมาตุจฉาได้เสด็จเข้าพำนักยังพระตำหนักหัวสนามเก่าด้านทิศ ตะวันตกติดกับวัดสรศักดิ์ ความในศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ตอนนี้เองที่ช่วยชี้ตำแหน่งของพระตำหนักหรือวัง ของเจ้านาย ตลอดถึงกษัตริย์ของสุโขทัยว่าควรจะอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกของวัดสรศักดิ์ เหนือศาลตาผาแดงนี้เอง ลักษณะเด่นของวัดนี้คือ มีเจดีย์ทรงลังกาอีกแบบหนึ่งที่นิยมสร้างมาแต่ครั้ง สมัยสุโขทัยแล้วคือ เจดีย์ทรงกลมที่มีช้างล้อมรอบฐาน ตามความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์พาหนะของพระเจ้าจักรพรรดิ ที่คู่ควรกับการเป็นพาหนะค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอด 5,000 ปี และเป็นสัตว์ที่ปรากฏในชาดกและพระประวัติของพระพุทธองค์หลายเรื่อง
วัดตระกวน
ชื่อวัดตระกวน เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2450 เป็นอย่างน้อย ซึ่งน่าจะเป็นชื่อเดิมของวัดตระกวน ที่ปรากฏในศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ ซึ่งจารึกเล่าเรื่องราวเมื่อกลางพุทธศตวรรษ ที่ 20 กล่าวถึงมหาเถรธรรมไตรโลกฯ จากตำบลดาวขอน ขึ้นมาเยี่ยมหลานซึ่งเป็นพระมหาธรรมราชาองค์หนึ่งผู้ครองเมืองสุโขทัยท่าน ได้มาพำนักที่วัดตระกวนแห่งนี้ ชื่อตระกวน นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่า เป็นภาษาเขมรแปลว่าผักบุ้ง สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ปรากฏ มีเจดีย์ทรงระฆัง และอุโบสถ มีการค้นพบพระพุทธรูปสุโขทัยศิลปกรรมรุ่น แรก ๆ ที่นี่ ทำให้ ได้ชื่อลักษณะศิลปกรรมแบบนี้ (แม้ไปพบในที่อื่น) ว่า พระพุทธรูปแบบหมวดวัดตระกวน
วัดตระพังเงิน
วัดตระพังทอง
วัดตระพังทอง
ตั้งอยู่ทางตะวันตกของวัดมหาธาตุมีระยะห่างประมาณ 300 เมตร โบราณสถานแห่งนี้ไม่มีกำแพงแก้ว ประกอบด้วยเจดีย์ประธาน วิหาร และโบสถ์กลางน้ำ สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ ประกอบ ด้วย เจดีย์ประธาน เป็น เจดีย์ทรงดอกบัวตูม โดยมีวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า ลักษณะที่เด่นของเจดีย์ทรงดอกบัวตูมของวัดนี้ คือ มี ซุ้มจระนำที่เรือนธาตุทั้งสี่ด้านสำหรับประดิษฐานพระพุทธ รูปยืนและลีลา ซึ่งแตกต่างไปจากเจดีย์ทรงดอกบัวตูมในที่อื่นๆ ด้านตะวันออกของเจดีย์ เป็นเกาะมีโบสถ์ตั้งอยู่กลางน้ำตามคติ อุทกสีมา หรือ นทีสีมา คือการใช้น้ำเป็นสีมาของโบสถ์ หรือเขต สังฆกรรมของโบสถ์ เช่นเดียวกับวัดสระศรี โบสถ์นี้ตั้งอยู่ในสระน้ำที่มีชื่อว่า ตระพังเงิน
วัดตระพังทอง
ตั้งอยู่ทางตะวันออกของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง ปัจจุบันมีวัดตระพังทองเป็นวัดของชุมชนตำบลเมืองเก่า สร้างอยู่ในพื้นที่วัดโบราณแห่งนี้ ส่วนที่เป็นโบราณสถาน มีที่ตั้งอยู่บน เกาะกลางสระน้ำที่เรียกว่า ตระพังทอง มีเจดีย์ทรงระฆัง ใช้ศิลาแลงก่อเป็นฐาน ส่วนด้านบนใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้าง รอบๆ มีเจดีย์รายล้อมจำนวน 8 องค์ สำหรับโบสถ์ซึ่งปัจจุบันยังเห็นผนัง และรูปทรงหลังคาค่อนข้างสมบูรณ์นั้น เป็นเพราะเมื่อราว 90 กว่าปีที่แล้ว พญารณชัยชาญยุทธ(ครุฑ) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยได้มาบวชเณรและได้เรี่ยไรทรัพย์ก่อสร้างโบสถ์ขึ้น โดยก่อลง บนรากฐานโบสถ์เก่าสมัยสุโขทัย สิ่งสำคัญของวัดนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย จำหลักเป็นลายมงคล 108 รอยพระบาทนี้ ได้เคลื่อนย้ายมาจากเขาพระบาทใหญ่ ซึ่งพระมหาธรรม ราชาลิไททรงสร้างขึ้นใน พ.ศ.1902
เตาทุเรียงสุโขทัย : เตาเผาสังคโลก
สังคโลก เป็นชื่อที่มีความหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในสมัยสุโขทัย ทั้งในเมืองศรีสัชนาลัย และเมืองสุโขทัย เป็นการทำเครื่องถ้วยชามและประติมากรรมหรือส่วนของสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั้งเคลือบและไม่เคลือบ ที่เคลือบสีต่างๆ ได้แก่ สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล สีใสเคลือบทับลายเขียนเป็นรูปต่างๆ

เตาทุเรียงสุโขทัย : เตาเผาสังคโลก
เตาทุเรียงสุโขทัย : เตาเผาสังคโลก
สังคโลกที่เป็นเครื่องถ้วยชาม ยังเป็นสินค้าออกสำคัญของราชอาณาจักรสุโขทัย ส่งไปขายยังราชอาณาจักรล้านนา ราชอาณาจักรศรีอยุธยา และเมืองหรือรัฐของภาคใต้ และที่ส่งไปขายไกลๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และ ตะวันออกกลาง แหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยชามสังคโลกที่เมืองสุโขทัย พบอยู่ทางด้านเหนือนอกกำแพงเมืองโดยเฉพาะในบริเวณคันดินรอบวัดพระพายหลวง ลักษณะของเตามีอยู่ 2 แบบ แบบแรกเป็นเตากลม มีพื้นเจาะรูเพื่อระบายความร้อนจากช่องใส่ไฟที่อยู่ด้านล่างขึ้นมา บางครั้งก็เรียกว่า เตาตะกรับ แบบที่ 2 มีลักษณะเป็นรูปหลังเต่า มีปล่อง ระบายความร้อนและช่องไฟอยู่คนละแนวกันเพื่อระบายความร้อนในแนวนอน เรียกเตาประทุน เตาเผาที่สุโขทัยส่วนใหญ่เป็นเตาที่ก่อขึ้นจากอิฐดิบ ไม่ใช่เตาขุดที่ขุดเข้าไปในเนินดินธรรม ชาติแบบเตาบางแห่งที่ศรีสัชนาลัย เพราะในการขุดค้นของกรมศิลปากรพบเตาอิฐดิบนี้ก่ออยู่บนชั้นดินดาน ซึ่งเป็นชั้นดินล่างสุดของสุโขทัย
วัดแม่โจน
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดพระพายหลวง ริมถนนสายเมืองเก่า - ดอนโก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโบราณสถานมีบ่อน้ำซึ่งใช้หินชนวนกรุเป็นผนังมีเส้น ผ่าศูนย์กลางราว 1 เมตร โบราณ สถานแห่งนี้ ประกอบด้วย วิหารขนาด 5 ห้อง ฐานกว้าง 7.50 x 11.55เมตร ตอนท้ายของวิหารมีเจดีย์ประกอบอยู่ 3 องค์
วัดหนองปรือ
ตั้งอยู่ทางคูเมืองสุโขทัยด้านเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของคูแม่โจนหรือเรียกบริเวณนี้ว่า เนินร่องทอง โบราณสถานประกอบด้วยวิหาร ซึ่งมีขนาดฐานก่อด้วยอิฐขนาด 9.00 x 11.00 เมตร และบางตอนมีศิลาแลงเป็นวัสดุก่อเสริม หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผา
วัดอ้อมรอบ
วัดอ้อมรอบตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางทิศเหนือ โดยห่างจากมุมกำแพงเมืองไปประมาณ 1 กิโลเมตร หรืออยู่ใกล้ๆ กับวัดศรีชุม โดยอยู่ในทางทิศเหนือ ไปประมาณ 300-400 เมตร
วัดพระพายหลวง
วัดพระพายหลวง
วัดพระพายหลวง
ตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองด้านเหนือและอยู่ขนาบกับกำแพงเมืองชั้นนอก จัดเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์สุโขทัยอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีสิ่งก่อสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของเมืองสุโขทัย และก่อสร้างเพิ่มเติมสืบต่อกันมาจนถึงสมัยสุโขทัยตอนปลาย กลุ่มโบราณสถานตั้งอยู่ตรงกลางในพื้นที่ที่มีคูน้ำล้อมรอบ คูน้ำแต่ละด้านมีความยาว ประมาณ 600 เมตร สิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในวัดเป็นปรางค์ 3 องค์ ปัจจุบันพังทลายลงเหลือเพียงฐาน 2 องค์ และสมบูรณ์เพียงองค์ด้านทิศเหนือนั้นมีลักษณะของปราสาท และลวดลายปูน ปั้นประดับเล่าเรื่องตามพุทธประวัติเหมือนกับที่ปรางค์ที่วัดมหาธาตุลพบุรี และที่ปราสาทปาลิไลย์ในเมืองพระนครหลวงของเขมร เป็นหลักฐานยืนยันว่า ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ชุมชน ที่สุโขทัยมีวัฒนธรรมร่วมกับเขมรในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และมีความเกี่ยวข้องกับเมืองละโว้ (ลพบุรี) เมืองใหญ่ที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง

ถัดจากปรางค์ ไปทางตะวันออก มีวิหาร มีเจดีย์ทรงเหลี่ยมแบบปิรามิด ประดับทุกด้านด้วยซุ้มพระพุทธรูปลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปเหมือนกับเจดีย์กู่กุดจังหวัดลำพูน ที่เจดีย์นี้มีหลักฐานการก่อ สร้างทับซ้อนกันหลายสมัย เช่น มีส่วนเศียรและองค์ตอนบนของพระพุทธรูปปูนปั้นแบบหมวดวัดตระกวน ที่ชำรุดแล้วนำมาบรรจุไว้ในส่วนพระอุระของพระพุทธรูปปูนปั้นแบบสุโขทัยรุ่นหลัง (พระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่) ซึ่งอยู่ในซุ้ม เป็นต้น ปัจจุบัน พระพุทธรูปปูนปั้นแบบหมวดวัดตระกวน จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย ทางด้านตะวันออกสุด ของกลุ่มโบราณสถาน เป็นมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบถ ได้แก่ นั่ง นอน ยืน และเดิน ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะสร้างในสมัยหลังที่สุดในบรรดาโบราณสถานที่กล่าวมาแล้ว คือ ในสมัยสุโขทัย ตอนปลาย
วัดร่องขวางตะวัน
วัดร่องขวางตะวัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดพระพายหลวง เป็นวัดขนาดเล็กประกอบด้วยวิหารและเจเดีย์ก่อนอิฐ 2 ชั้น
วัดสังฆาวาส
อยู่ใกล้กับแนวถนนพระร่วง นอกเมืองโบราณสุโขทัยด้านเหนือ โดยตั้งอยู่ทางตะวันออกของถนน ประวัติของวัดไม่ปรากฏ วัดนี้มีวิหารซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ แต่พระเศียร หักหายไปแล้ว นอกจากนี้ ก็มีพระอุโบสถและเจดีย์
วัดศรีชุม
วัดศรีชุม
วัดศรีชุม
อยู่นอกกำแพงเมืองตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือพอดี สิ่งสำคัญที่ปรากฏอยู่โดดเด่น ได้แก่ มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ภายในอาคาร มีขนาดหน้าตักกว้าง 11.30 เมตร สันนิษฐานว่า เป็นพระพุทธรูปที่ปรากฏเรียกตามที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า พระอจนะ (ซึ่งอาจมาจากคำว่า อจละ แปลว่า ไม่หวั่นไหว) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่เห็นในปัจจุบัน นี้ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ราว พ.ศ 2496-2499

หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย เรียกสถานที่นี้ว่า ฤาษีชุม ว่าเป็นสถานที่ที่พระนเรศวรมาประชุมทัพกันอยู่ที่นั้นก่อนที่จะยกทัพไปปราบปรามเมืองสวรรคโลก อันเป็นต้นตอของตำนานเรื่องพระ (อจนะ) พูดได้ที่เล่าขานกันต่อกัน วัดศรีชุมยังมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์สุโขทัย กล่าวคือ ในช่องผนังด้านข้างของมณฑป(เรียกว่า อุโมงค์วัดศรีชุม)ได้ค้นพบ ศิลาจารึกหลักที่ 2 เรียกว่า ศิลาจารึกวัดศรีชุม ที่เล่าเรื่องราวของการก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัยของคนไทยกลุ่มหนึ่ง และที่เพดานของช่องผนังดังกล่าวมีภาพลายเส้น เป็น ภาพเล่าเรื่องราวพระพุทธเจ้าในชาติ ต่างๆ ที่เรียกว่า ชาดก บางภาพมีลักษณะทางศิลปกรรมกับศิลปะลังกา โดยมีอักษรสมัยสุโขทัยกำกับบอกเรื่องชาดกไว้ที่ภาพแต่ละภาพด้วย
วัดเตาทุเรียง
เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณเตาเผาเครื่องสังคโลก เข้าใจว่าคงสร้างขึ้นภายหลังการเลิกผลิตเครื่องสังคโลกในบริเวณนี้แล้ว สิ่งก่อสร้างสำคัญ ประกอบด้วย วิหาร และเจดีย์ราย เดิมมีลวดลายปูนปั้นรูป พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย และเหล่าเทพเทวดาล้อมรอบองค์ พระพุทธรูป แต่ปัจจุบันได้หักพังสูญหายแล้ว
ประตูนะโม
วัดเจดีย์สี่ห้อง
วัดเจดีย์สี่ห้อง
เป็นประตูเมืองโบราณสุโขทัยทางด้านใต้ มีลักษณะทั่วไปเช่นเดียวกับประตูเมืองด้านอื่นๆ คือ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางกำแพงด้านใต้เป็นช่วงตัดผ่าน และมีป้อมดินที่สร้างยื่นออกไปจากแนวกำแพงเป็น รูปสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ดูข้าศึก หลักฐานเรื่องกำแพงเมืองสุโขทัยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า "เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง และ รอบเมืองสุโขทัยนี้ตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา"

ลักษณะกำแพงเมืองสุโขทัยเป็นกำแพงสามชั้น สองชั้นนอกเป็นคันดินสลับกับคูน้ำ กำแพงชั้นในมีแกนเป็นคันดิน ก่อหุ้มด้วยศิลาแลงและอิฐ ประโยชน์ของกำแพงเมืองคือใช้บอกขอบเขตของเมือง ป้องกันข้าศึก และคูน้ำใช้เป็นทางระบายน้ำไม่ให้ท่วมเมือง เนื่องจากพื้นที่ลาดเอียงจึงเป็นทำเลที่ดีและมีการใช้เทคนิควิทยาการที่เหมาะสม คือใช้คันดินบังคับน้ำให้พ้นตัวเมือง การขุดค้นทาง โบราณคดี ระหว่าง พ.ศ. 2524 - 2425 พบว่าการสร้างกำแพงเมืองทั้งสามชั้นนั้น คงสร้างในระยะสมัยที่แตกต่างกัน คือครั้งแรกมีกำแพงเมืองกับคูน้ำชั้นในเพียงชั้นเดียว
วัดอโสการาม
ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดสลัดได อยู่นอกกำแพงห่างจากประตูนะโมไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เป็นวัดที่พบศิลาจารึกกล่าวว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 1942 โดยพระมหาเทพีศรีจุฬาลักษณ์ พระมเหสีของ พระมหาธรรมราชาธิราช (ที่ 2) ผู้เป็นโอรสของพระมหาธรรมราชา (ที่ 1) ลิไท ในคราวเดียวกับที่ก่อสร้างวัดทักษิณาราม เมื่อสร้างวัดอโสการามเสร็จแล้วได้นิมนต์สรภังคเถรให้มาเป็นเจ้าอาวา สวัด รูปแบบของเจดีย์ก็เป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเช่นเดียวกัน ปัจจุบันส่วนยอดหักพังลงแล้ว นอกจากนี้ก็มี วิหาร มณฑป เจดีย์ราย สร้างอยู่ภายในบริเวณคูน้ำล้อมรอบตามที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกด้วย
วัดเจดีย์ห้อง
ตั้งอยู่ทางตะวันออกของวัดเชตุพน ห่างไปราว 100 เมตร นอกจากวิหาร เจดีย์ประธานและเจดีย์รายต่างๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญของวัดคือ ที่ฐานเจดีย์ประธานมีภาพปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบ ปั้นเป็นรูป บุคคล ทั้งบุรุษและสตรี สวมอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ กัน ในมือถือภาชนะมีพรรณพฤกษางอกโผล่พ้นออกมาแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญงอกงาม ภาชนะนี้เรียกว่าปูรณฆฎะ (แปลว่า หม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์) นอกนั้นก็มีปูนปั้นรูปช้างและสิงห์ประดับ รูปบุคคลที่กล่าวนี้อาจหมายถึงมนุษยนาคซึ่งถือว่าเป็นเทพอยู่ในโลกบาดาลตาม แบบอย่างคติที่นิยมในลังกา องค์เจดีย์ประ ธานที่ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายสมัย เป็นทรงระฆัง ส่วนยอดของเจดีย์หักพังลง คงปรากฏส่วนปล้องไฉนตกอยู่ที่ฐานเจดีย์
วัดเชตุพน
วัดเชตุพน
วัดเชตุพน
ออกจากวัดต้นจันทน์ เดินทางต่อไปตามถนนอีกสักระยะหนึ่ง ทางขวามือเป็นที่ตั้งของวัดเชตุพน ลักษณะโดดเด่นของโบราณสถานแห่งนี้เป็น มณฑปจตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธรูป สี่อิริยาบถ (นั่ง นอน ยืน เดิน) ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้แต่ไกล องค์พระพุทธรูปปั้นโดยรอบผนังอิฐซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนรองรับหลังคา อันเป็นลักษณะที่พัฒนามาจาก สถาปัตยกรรมของพม่าในเมืองพุกาม ทางด้านตะวันตกของมณฑปจตุรมุขนี้มี มณฑปย่อมุมไม้ยี่สิบขนาดเล็ก มีหลังคาก่อซ้อนกันเป็นเสา และใช้หินชนวนขนาดใหญ่ทำเป็นเพดาน ยังปรากฏร่องรอยของพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยแต่ชำรุดมากแล้ว ที่ผนังด้านนอกมีลายเขียนสีดำ แสดงลักษณะแบบที่ปรากฏบนเครื่องถ้วยจีน เป็นลายพรรณพฤกษา

วัดเชตุพนยังมีสิ่งที่น่าดูอีกอย่างหนึ่งก็คือ กำแพงแก้วที่ล้อมมณฑปจตุรมุขนี้สร้างจากหินชนวนที่มีขนาดใหญ่และหนา โดยมีการสกัดและบากหินเพื่อทำเป็นกรอบและซี่กรงเลียนแบบ เครื่องไม้ ถัดจากมณฑปจตุรมุขและมณฑปย่อมุมไปทางตะวันตก มีลานก่ออิฐสูงราว 1 เมตร ใช้เป็นที่ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าวัดนี้สร้างในสมัยใด เชื่อว่าในสมัย พ่อขุนรามคำแหงคงยังไม่สร้างขึ้น จารึกวัดสรศักดิ์กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ว่าเมื่อพระมหาเถรธรรมไตรโลกฯ มีศักดิ์เป็นน้าของพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัย พระองค์หนึ่ง มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสรศักดิ์ได้ร่วมชุมนุมกับพระวัดเชตุพนพิจารณาการสร้าง เจดีย์ช้างรอบและศาสนสถานอื่นๆ ที่วัดสรศักดิ์ จากข้อความที่ระบุชื่อวัดเชตุพนในศิลาจารึก หลักนี้ ประกอบกับรูปแบบทางศิลปกรรมของที่นี่แสดงให้เห็นว่าวัดเชตุพนคงเป็นวัดที่มี ความสำคัญและเจริญรุ่งเรืองในช่วงสุโขทัยตอนปลาย นอกจากนี้ยังได้พบจารึกที่วัดเชตุพน กล่าว ถึงเจ้าธรรมรังษีซึ่งบวชได้ 22 พรรษา มีจิตศรัทธาสร้างพระพุทธรูปขึ้นใน พ.ศ. 2047
วัดก้อนแลง
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองโดยห่างจากประตูนะโม ประมาณ 60 เมตร เป็นวัดเล็กๆ และไม่มีหลักฐานการสร้างวัด ลักษณะโบราณสถานเหลือฐานเจดีย์ประธานซึ่งเป็นฐานสูงแบบฐานเขียงของ เจดีย์ทรง ดอกบัวตูม มีวิหารและเจดีย์รายก่อด้วยอิฐ
วัดมุมลังกา
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม
อยู่ตรงกำแพงเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งอยู่ทางตะวันออกของถนนพระร่วง (ปัจจุบันช่วงนี้เป็นถนนลาดยาง) ไม่ปรากฏหลักฐานประวัติการสร้าง เนื่องจากมีฐานเจดีย์ใหญ่ซึ่งเข้าใจ ว่าอาจเป็นเจดีย์ทรงระฆัง นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็น วัดลังการาม ตามที่ปรากฏชื่อในจารึกวัดอโสการาม ที่กล่าวว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 1942 เจดีย์ประธานเหลือแต่ฐาน มีวิหาร อยู่ด้านตะวันออกของเจดีย์ และเจดีย์รายรอบบริเวณนั้น ที่น่าสังเกตคือมีอุโบสถตั้งอยู่ในทิศตะวันตกขององค์เจดีย์ อันเป็นการวางผังที่พบในการสร้างวัดของกรุงศรีอยุธยา
วัดโพรงเม่น
อยู่ตรงกับมุมกำแพงเมืองด้านตะวันออกเฉียงใต้พอดี และอยู่ทางตะวันออกของวัดวิหารทอง วัดนี้ไม่มีประวัติการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมที่สำคัญคือ เจดีย์ทรงระฆังที่มีฐานแปดเหลี่ยม โดยเป็น ฐานเขียงเรียบ 3 ชั้น ต่อด้วยฐานบัวลูกแก้วอกไก่ อยู่ในผังแปดเหลี่ยม ส่วนเหนือองค์ระฆังกลมขึ้นไปชำรุดหมด
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม
จากวัดเจดีย์สี่ห้องเดินทางต่อไปทางตะวันออกราว 200 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดนี้ซึ่งมีชื่อเรียกของชาวบ้านแต่เดิมว่า วัดตาเถรขึงหนัง ต่อมาได้พบศิลาจารึกที่วัดนี้ปรากฏชื่อเรียกว่า วัดศรีพิจิตร กิรติกัลยาราม สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1946 โดยพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลงแม่ ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า (ที่ 2) และเป็นพระราชมาร ดาของพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า (ที่ 3) -ไสลือไท) เจ้าเมืองสุโขทัย ได้โปรดให้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรมาอำนวยการสร้างวัดแห่งนี้

วัดต้นจันทร์
วัดต้นจันทร์
วัดแห่งนี้ ล้อมรอบด้วยคูน้ำเช่นวัดทั่วไปในสุโขทัย รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งเป็นเจดีย์ประธานของวัด ได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบทั่วไปของสุโขทัยที่มีฐานเตี้ย แต่เจดีย์วัดศรีพิจิตรฯ ตั้งอยู่บนฐานสูง มีฐานเขียงสี่เหลี่ยมเรียบ 3 ชั้น ต่อด้วยฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ แล้วจึงถึงส่วนเรือนธาตุที่เป็นทรงระฆัง ทางด้านตะวันออกของเจดีย์ได้พบ อัฒจันทร์ คือลายบนพื้นเป็นรูปพระจันทร์ ครึ่งซีก (ครึ่งวงกลม) มีลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากศิลปะลังกา
วัดต้นจันทร์
จากวัดก้อนแลงไปทางใต้ประมาณ 200 เมตร มีทางแยกซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปประมาณ 100 เมตร วัดนี้แม้ไม่มีประวัติการสร้างวัดแต่ได้ค้นพบพระพิมพ์ดินเผา ที่เรียกว่า เสน่ห์จันทน์ ซึ่งเป็น พระพิมพ์(พระเครื่อง)ที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐ มีคูหาหรือซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ ส่วนยอดเหลือแต่องค์ระฆังเท่านั้น ด้านตะวันออกของเจดีย์ มีวิหารก่ออิฐ มีเสาศิลาแลงรองรับหลังคามุงกระเบื้อง
วัดวิหารทอง
อยู่ใกล้กับคลองขุดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า คลองยาง ห่างจากประตูนะโมไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นเจดีย์ประธาน แต่ปัจจุบันส่วนเรือนธาตุถึง ยอดเจดีย์ได้หักพังลงแล้ว จากตำแหน่งที่ตั้ง สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นวัดทักษิณารามตามปรากฏนามในศิลาจารึกวัด อโสการาม ที่กล่าวว่า พระมหาเทพีศรีจุฬาลักษณ์ พระชายาพระมหาธรรม ราชาธิราช ที่ ๒ ทรงสร้างถวายแก่พระมหาวันรัตนเถร ในปีพ.ศ. 1942
วัดช้างล้อม
วัดช้างล้อม
วัดช้างล้อม
จากประตูกำแพงหัก (ประตูด้านตะวันออก) ไปตามถนนจรดวิถีถ่อง วัดช้างล้อมตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย ห่างถนนออกไปราว 100 เมตร และตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของคลองแม่ลำพัน ได้พบศิลาจารึกที่ วัดนี้เขียนเล่าเหตุการณ์ในระหว่างก่อน พ.ศ. 1905 - 1933 ว่าพนมไสดำผัวแม่นมเทด เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีต่อพระมหาธรรมราชาลิไท มีใจศรัทธาออกบวชตามพระมหาธรรมราชาลิไท และได้อุทิศที่ดินของตนสร้างวิหาร ในปี พ.ศ. 1933 สร้างพระพุทธรูป หอพระไตรปิฎก ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ อุทิศบุญกุศล ถวายแด่พระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งเสด็จสวรรคตแล้ว และสร้าง พระพุทธรูปหินอุทิศบุญกุศลถวายแด่ มหาเทวี พระขนิษฐาของพระมหาธรรมราชาลิไทผู้เคยปกครองเมืองสุโขทัย

โบราณสถานวัดนี้มีพื้นที่กว้างขนาด 100 x 157 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบนอกคูน้ำห่างไปทางตะวันออกมีโบสถ์ที่มีน้ำล้อมรอบ เรียกว่า อุทกสีมา หรือนทีสีมา เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่มาก เจดีย์ ประธานเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ที่ฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อม จำนวน 32 เชือก มีลายประทักษิณโดยรอบ ที่วิหารหน้าเจดีย์มีพระพุทธรูปปูนปั้นชำรุดมากแล้ว สิ่งก่อสร้างอื่นก็มี เจดีย์ราย มีกำแพง แก้วล้อมรอบชั้นหนึ่งก่อนชั้นของคูน้ำ
วัดเจดีย์สูง
อยู่ถัดจากวัดตระพังทองหลางไปทางตะวันออกสามารถมองเห็นเจดีย์ได้จากที่วัดตระพังทองหลาง ชื่อของวัดคงเรียกตามลักษณะของเจดีย์ประธานในวัดที่ตั้งอยู่บนฐานสูง ไม่พบรูปแบบฐานเจดีย์ แบบนี้เลย ยกเว้นที่วัดนี้คือฐานเจดีย์กว้าง 14 x 14 เมตร ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆัง ส่วนฐานก่อเป็นแท่นสูง ย่อมุมไม้ยี่สิบ ลักษณะคล้ายกับผนังของมณฑปแต่ก่อทึบทุกด้าน วัดเจดีย์สูงน่าจะ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนปลายแล้ว โดยดูจากลักษณะการทำฐานสูง และลักษณะของเครื่องเจดีย์ทั้งองค์ ก็พัฒนาการต่อมาจากเจดีย์จำลองทำด้วยสำริดที่ได้จากวัดสระศรี และเจดีย์เอน ที่เมืองศรีสัชนาลัย
วัดตระพังทองหลาง
วัดเจดีย์สูง
วัดเจดีย์สูง
อยู่ริมถนนจรดวิถีถ่อง หากเดินทางมาจากจังหวัดสุโขทัยวัดตระพังทองหลางจะตั้งอยู่ริมซ้ายมือ จุดสังเกตง่ายๆ ก็คือมีซุ้มประตูประดับกระจกทางเข้าวัดตระพังทองหลางซึ่งเป็นวัดสมัยปัจจุบัน วัดนี้ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารว่าสร้างในสมัยใด เป็นวัดขนาดกลาง โบราณสถานหลักก็มีมณฑปประกอบวิหารที่งดงามแห่งหนึ่งของสุโขทัย เจดีย์รายมีคูน้ำล้อมรอบ และโบสถ์อยู่ทางตะวันออก วัดนี้ไม่มีเจดีย์ประธาน แต่ใช้มณฑปทำหน้าที่เหมือนเป็นเจดีย์ประธานอันเป็นลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งของ การสร้างวัดที่สุโขทัย

มณฑปก่อด้วยอิฐ เป็นอาคารในผังรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ แต่ปัจจุบันชำรุดหมดแล้ว มณฑปด้านทิศตะวันออกเป็นซุ้มประตู อีกสามด้าน เป็นผนังที่ประดับด้วยปูนปั้น เป็นเรื่องตามพุทธประวัติที่ชำรุดเกือบหมดแล้ว แต่จากหลักฐานที่บันทึกเป็นภาพถ่ายเก่าทำให้ทราบเรื่องราวได้ดังนี้:
  • ผนังด้านเหนือ เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าทรมานช้างนาฬาคีรี โดยปั้นรูปพระพุทธองค์ประทับยืนเคียงข้างด้วยอัครสาวกคือพระอานนท์ ที่ปลายพระบาทของพระพุทธเจ้ามีร่องรอย ให้ทราบว่าเป็นหัวเข่าช้าง ซึ่งคุกเข่ายอมแพ้พระพุทธเจ้า
  • ผนังด้านใต้ เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภายหลังเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดา ปั้นรูปพระพุทธเจ้าในท่าลีลา มีพระอินทร์กับพระพรหมและเหล่าทวย เทพตามเสด็จมาส่ง ได้มีการถอดพิมพ์ภาพปูนปั้นนี้ขณะที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่า จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย
  • ผนังด้านตะวันตก เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าโปรดเทศนาสั่งสอนพวกศากยวงศ์ ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ขณะทรงสั่งสอนทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นรูปรัศมีเปลวไฟล้อมรอบพระพุทธองค์และ มีรูปบรรดาพระญาติแวดล้อมอยู่ภาย นอกรูปรัศมีนั้น
บรรดาภาพปูนปั้นเหล่านี้แสดงถึงลักษณะศิลปะสุโขทัยที่เจริญสูงสุด หรือที่เรียกว่ายุคทองของศิลปะสุโขทัย ซึ่งอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20
สรีดภงค์
สรีดภงค์
สรีดภงค์
ทิศตะวันตกของเมืองมีเทือกเขาประทักษ์ทอดตัวยาวเป็นฉากหลังที่งดงามของเมือง โบราณสุโขทัยนั้น เป็นแหล่งที่อุดมด้วยพืชพรรณไม้ต่างๆ รวมทั้งพืชสมุนไพร และเป็นพื้นที่หลังคาที่สามารถ รองรับน้ำฝนได้อีกด้วย จากความชาญฉลาดของคนสุโขทัยในอดีต จึงรู้จักสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดใหญ่ในระหว่างตีนเขากิ่วอ้ายมาถึงตีนเขาพระ บาทใหญ่ อันเป็นที่รวมของน้ำจากโซกต่างๆ ตามบริเวณเขาถึง 17 โซก เป็นคันดินสำหรับผันแปรทิศทางของน้ำ ที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าคือ สรีดภงส ที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ดังข้อความต่อไปนี้ "เบื้องหัวนอนเมืองสุโขไทนี้ มีกุฏิ พิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้"

น้ำจากสรีดภงส์ถูกระบายไปตามคลองเสาหอเพื่อเข้าไปใช้อุปโภคบริโภค ในเมือง โดยระบายเข้าสู่เมืองตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้ สรีดภงส์ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่โดยกรมชลประทาน ร่วมกับกรม ศิลปากร ให้มีความสูงและแข็งแรงกว่าเดิมสำหรับใช้กักเก็บน้ำ มีความสูงประมาณ 10 เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 400,000 ลูกบาศก์เมตร
เทวาลัยมหาเกษตร
อยู่ถัดจากวัดตึกไปทางตะวันตกราว 100 เมตร ชื่อ เทวาลัยมหาเกษตร พบอยู่ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ของพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งจารึกขึ้นเมื่อพ.ศ. 1905 กล่าวถึง พระมหาธรรมราชาลิ ไททรงประดิษฐานรูปพระอิศวรและรูปพระนารายณ์ไว้ที่เทวาลัย มหาเกษตร ในป่ามะม่วงนี้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของพวกดาบสและพราหมณ์ทั้งหลาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1892 รูปพระอิศวรและ พระนารายณ์ตามที่กล่าวนี้ เชื่อกันว่าตรงกับกลุ่มประติมากรรมลอยตัวเทวรูปสำริด นุ่งผ้าและสวมเครื่องประดับอย่างที่เรียกว่าทรงเครื่อง คือมีเครื่องประดับรัดต้นแขนและรัดเกล้า ปัจจุบันนำไปไว้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครหลายองค์ องค์ที่มีขนาดใหญ่นั้นคือพระอิศวร สูง 3.08 เมตรและพระนารายณ์ สูง 2.67 เมตร ตัวโบราณสถานที่ประดิษฐานเทวรูปเหล่านี้ มีแผนผังเป็น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสผนังก่อด้วยอิฐ ทั้งผนังและเสามณฑปมีขนาดใหญ่หันหน้าสู่ทิศตะวันออก เทวาลัยมหาเกษตร
เทวาลัยมหาเกษตร
วัดอรัญญิก
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกอยู่ลาดเชิงเขาในป่ากลางอรัญญิกห่าง จากประตูอ้อ 2.3 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย กลุ่มฐานกุฏิสงฆ์ใช้สำหรับพระสงฆ์นั่งวิปัสสนาธรรม กุฏิมี ขนาดเล็กสำหรับพระสงฆ์เพียงองค์เดียวนั่งวิปัสสนาธรรม ทางเดินปูด้วยหินเชื่อมกันระหว่างโบสถ์และวิหารบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดลงไป ในศิลาแลงมีน้ำขังตลอดทั้งปี
วัดช้างรอบ
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก ห่างจากประตูอ้อไปทางทิศตะวันตก 2.4 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงกลมแบบลังกา ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีช้างโผล่ครึ่งตัว มี จำนวน 24 เชือก พระอุโบสถอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธานและมีเจดีย์ราย 5 องค์ล้อมรอบเจดีย์ประธาน และโบสถ์
วัดเจดีย์งาม
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ทางขึ้นวัดปูด้วยหินชนวน จากเชิงเขาด้านทิศตะวันออกไปจนถึงลานวัดบนภูเขา สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระ ฆังฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ฐานชั้นล่างมีซุ้มพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้าน ฐานพระวิหารก่อด้วยศิลาแลงปูด้วยหิน กุฏิสงฆ์สำหรับวิปัสสนาธรรมมีทั้งก่อด้วยอิฐและหิน สระน้ำขุดลงไปในศิลาแลง วัดเจดีย์งาม
วัดเจดีย์งาม
วัดเขาพระบาทน้อย
อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก ห่างจากประตูอ้อ 2.7 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ สิ่งก่อสร้างสำคัญ ประกอบด้วย เจดีย์ทรงจอมแห มีคูหาพระพุทธรูป 4 ทิศ องค์ระฆังมีรอยเป็นริ้วๆ ลักษณะเหมือนการตากแห ซึ่งพบเพียงองค์เดียวในเมืองสุโขทัย ด้านหน้าเจดีย์ทรงจอมแห มีวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอย (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง) นอกจากนี้ยังมีกุฏิสงฆ์สำหรับวิปัสสนา และฐานเจดีย์ศิลาแลงขนาดใหญ่
วัดมังกร
ตั้งอยู่ภายนอกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ใกล้วัดถ้ำหีบล่างและวัดป่ามะม่วง เป็นวัดที่มีกำแพงแก้ว ประดับด้วยลูกกรงเครื่องเคลือบดินเผาสีขาว ที่ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ภายในยังพบเครื่องเคลือบดิน เผาต่างๆ เช่น รูปพญาครุฑจับนาค และชิ้นส่วนเกล็ดมกร ที่เคยประดับอยู่รอบฐานพระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด
วัดป่ามะม่วง
จารึกสมัยสุโขทัยหลายหลักกล่าวถึงป่ามะม่วง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองสุโขทัย มีจารึกหลักที่ 6 ค้นพบในวัดป่ามะม่วง พูดถึงความสำคัญของวัดนี้ว่า พระมหาธรรมราชาลิไททรงนิมนต์สมเด็จ พระสังฆราชจากเมืองพัน (บริเวณเมาะตะมะ ซึ่งเป็นเมืองของมอญ) มาที่สุโขทัย มีพิธีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ แล้วต่อมาพระองค์เอง ทรงออกผนวช เมื่อ พ.ศ. 1905 และเสด็จมาจำพรรษา อยู่ที่วัดนี้ ในวัดป่ามะม่วงปัจจุบัน ประกอบด้วยอุโบสถและเจดีย์ต่างๆ สิ่งโดดเด่นของวัดนี้คือ เสาสูง ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเสาหงส์ตามแบบมอญ วัดมังกร
วัดมังกร
วัดพระยืน
อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก และอยู่ห่างจากประตูอ้อไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1.8 กิโลเมตร วัดพระยืนตั้งอยู่ใกล้ สรีดภงส์ หรือทำนบพระร่วง เป็นวัดเล็กๆที่มีพระพุทธรูปยืน ปั้นด้วยปูนแต่ในปัจจุบันเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ได้หายไปเสียแล้วนอกจาก นี้ยังน่าสนใจตรงที่มี เสมาหินชนวนอีกด้วย
วัดสะพานหิน
โบราณสถานด้านทิศตะวันตกของกำแพงเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินลูกเตี้ยสูงประมาณ 200 เมตร มีทางเดินปูด้วยหินชนวนแผ่นบางๆ จนถึงบริเวณลานวัด มีวิหารก่อ ด้วยอิฐ มีเสาก่อด้วยศิลาแลง 4 แถว 5 ห้อง ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระปางประทานอภัยสูง 12.50 เมตร เรียกว่า "พระอัฏฐารศ"
วัดศรีโทล
วัดสะพานหิน
วัดสะพานหิน
จากประตูอ้อเลียบไปทางถนนผ่านป้อมประตูเมืองและวัดร้างชิดกำแพงเมืองชื่อวัดตต.หมายเลข 41 แล้ว จะพบพื้นนาอันกว้างใหญ่จรดพื้นที่ราบริมเทือกเขาประทักษ์ วัดแรกที่จะได้พบเป็น วัดศรีโทล มีโบราณสถานกลุ่ม หนึ่งเป็นมณฑปอันเคยประดิษฐานพระพุทธรูปที่ได้ชำรุดหักพังไปหมดแล้ว มณฑปก่อขึ้นจากอิฐเป็นห้องสี่เหลี่ยมมีผนังหนา เพื่อรองรับส่วนบนที่เป็นหลังคาก่อ อิฐมีน้ำหนักมาก อาคารที่มีเครื่องบนก่อด้วยอิฐนี้แสดงระดับศักดิ์ความสำคัญของตัวอาคาร ประดิษฐานพระพุทธรูป ว่าแตกต่างจากวิหารที่เห็นเหลือแต่ฐานกับเสาที่ตั้งชิดกันอยู่ข้างหน้า ตัววิหาร เดิมมีส่วนบนเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เป็นสถานที่สำหรับสาธุชนเข้าไปใช้เพื่อนมัสการพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ใน มณฑป องค์ประกอบทั้งหมดน่าจะเป็นการจำลองภาพสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ในพระคันธกุฎี หรือกุฎีส่วนพระองค์ในพระอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีวิหารสำหรับเป็นสถานที่ให้สาธุชนใช้เป็นที่สักการะพระพุทธองค์ เป็นอาคารที่แยกสัดส่วน ต่างหากจากพระคันธกุฎี

วัดศรีโทลเป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรผู้ทรงความรู้ในพระไตรปิฏกจากลังกา พระมหาเถรผู้นี้คือผู้ประพันธ์ข้อความสรรเสริญพระมหาธรรมราชาลิไท ที่ทรงผนวชเมื่อ พ.ศ. 1905 ไว้ในศิลา จารึกหลักที่ 4
วัดถ้ำหีบบน
ตั้งอยู่ภายนอกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย บนเนินเขาเตี้ยๆ ของแนวเทือกเขาประทักษ์ ใกล้กับวัดถ้ำหีบล่างและวัดเจดีย์งาม โดยมีทางเดินขึ้นสู่โบราณสถาน ที่ปูด้วยหินชนวนเป็นระทางประมาณ 200 เมตร ลักษณะเด่นของโบราณสถานคือ กุฏิวิปัสสนา ลานจงกลม
วัดถ้ำหีบล่าง
ตั้งอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย บนเนินเขาเตี้ยๆ ของแนวเทือกเขาประทักษ์ ใกล้กับวัดถ้ำหีบบนและวัดมังกร มีทางเดินขึ้นสู่โบราณสถาน ที่ปูด้วยหินชนวนเป็นระยะทางประมาณ 150 เมตร ลักษณะเด่นของโบราณสถานคือ สิ่งปลูกสร้างที่ก่อด้วยหิน เช่น ฐานพระวิหาร และเจดีย์ประธาน
วัดตระพังช้างเผือก
วัดตึก
วัดตึก
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก ลักษณะเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ไม่เห็นรูปแบบชัดเจน แต่พบร่องรอยการก่ออิฐ และศิลาแลง สันนิษฐานว่าเป็นวิหารขนาดใหญ่ ด้านทิศใต้มีสระน้ำ ขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 30 x 40 เมตร ด้านทิศตะวันตกของเนินโบราณสถาน มีสระน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่าตระพังช้างเผือก ในหนังสือพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง ของรัชกาล ที่ 6 พระองค์ก็ทรงกล่าวถึงวัดตระพังช้างเผือกด้วย หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่ทรงกล่าวถึงศิลาจารึกวัดตระพังช้างเผือก ศิลาจารึกหลักนี้ภายหลังต่อมาศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้เปรียบเทียบข้อความที่อ่านไว้บ้างเล็กน้อยในหนังสือเที่ยวเมืองพระร่วง กับศิลาจารึกที่ไม่ทราบว่าผู้ใดนำมาแต่เมื่อใด อยู่ที่เขาไกรลาศ สวนซ้าย ภายในพระบรมมหาราชวัง (หลักที่ 102) ปรากฏข้อความแสดงว่าเป็นศิลาจารึกหลักเดียวกัน ปัจจุบัน เรียกว่า จารึกป้านางคำเยีย
วัดตึก
อยู่ทางตะวันตกของวัดศรีโทล ห่างออกไปราว 70 เมตร ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารกล่าวถึงเลย คงมีแต่เฉพาะปูนปั้น ซึ่งเมื่อราว 90 กว่าปีที่แล้วยังสภาพที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถหาดูได้จากภาพถ่าย เก่าในหอจดหมายเหตุแห่งชาติและหนังสือเกี่ยวกับ สุโขทัยบางเล่ม ลวดลายปูนปั้นประดับอยู่บนผนังของมณฑป เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
 
เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร