เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
ข้อมูลทั่วไป
ชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง
ชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง
ดาราอั้ง แปลว่า เผ่าที่ชอบอาศัยอยู่บนภูเขา ปัจจุบันดาราอั้งทั่วโลกมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ ดาราอั้ง “ว่อง” หรือที่รู้จักกันทั่วไปดาราอั้งดำ ซึ่งกลุ่มนี้แต่งกายคล้ายๆ กับลาหู่แชแล ดาราอั้ง “เหร่ง” หรือดาราอั้งแดง และดาราอั้ง “ลุ่ย” หรือดาราอั้งขาว สำหรับชนเผ่าดาราอั้งทั้ง 3 กลุ่ม กระจ่ายกันอยู่ในประเทศพม่า (ที่น้ำสังข์ เชียงตุง และเมืองกึ่ง) ประเทศจีน และประเทศไทย ในส่วนประเทศไทยนั่น ล้วนแต่เป็นดาราอั้งเหร่งหรือแดง จุดสังเกตที่เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นดาราอั้งกลุ่มใด ดูจากการแต่งกาย ของผู้หญิงตรงผ้าถุง

ปะหล่องเป็นชนเผ่าที่อพยพมาจากพม่า เรียกตัวเองว่า "ดาระอัง" คำว่า "ปะหล่อง" เป็นภาษาไทยใหญ่ซึ่งใช้เรียกชนกลุ่มนี้ นอกจากนั้นยังมีคำเรียกที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น ชาวพม่าเรียกปะหล่องว่า "ปะลวง" และไทยใหญ่บางกลุ่มก็ใช้คำว่า "คุณลอย" ซึ่งมีความหมายว่า คนดอย หรือคนภูเขา แทนคำว่าปะหล่อง
ภาษา
ชนเผ่าปะหล่องจะมีภาษาพูดเป็นของตนเอง ที่นักภาษาศาสตร์บางคนจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาปะหล่อง - วะ แต่โดยทั่วไปชนเผ่าปะหล่องสามารถพูดภาษาฉานได้ นอกจากนั้นในภาษาปะหล่องยังปรากฎการยิบยืมคำมาจากภาษาต่างๆ มากมาย ทั้งจากภาษาพม่า ภาษาดะฉิ่น ภาษาฉาน และภาษาลีซอ ในการติดต่อกับคนต่างเผ่าปะหล่องจะใช้ภาษาไทยใหญ่ หรือภาษาฉานเป็นหลักสอนปะหล่องในประเทศไทยส่วนใหญ่นั้นปัจจุบันเด็กๆ และผู้ชายวัยกลางคนมักพูดภาษาไทยเหนือได้บ้าง ส่วนการสื่อภาษากับผู้หญิงต้องอาศัยล่ามเพราะผู้หญิงฟังภาษาไทยเข้าใจแต่ไม่กล้าโต้ตอบด้วยภาษาไทย
วิถีชีวิต และลักษณะบ้านเรือน
การรำวงหนุ่มสาว (ฆา กา โฌม ดี บยา)
การรำวงหนุ่มสาว (ฆา กา โฌม ดี บยา)
ชุมชนปะหล่องแต่เดิมเมื่อครั้งอยู่ในเมียนมาร์ จะตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านบนสันเขา การอยู่ร่วมกันของชนเผ่าปะหล่องในบ้านแต่ละหลัง ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแบบครอบครัวขยาย ซึ่งจะเห็นได้จากขนาดบ้านแต่ละหลังมักมีขนาดใหญ่เท่าที่พบจะมีจำนวนเพียง 2-3 ครอบครัวเท่านั้น ที่อยู่รวมในบ้านหลังเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าการอยู่รวมกันของครอบครัวเดี่ยวหลายๆ ครอบครัวในบ้านหลังเดียวอีกด้วย บางหลังคาเรือนอยู่รวมกันถึง 20 ครอบครัว แต่ละครอบครัวอาจจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือไม่ก็ได้ หากสมัครใจรักใคร่สนิทสนม และปรารถนาจะอยู่รวมบ้านเดียวกันก็จะตกลงกัน และช่วยกันสร้างบ้านหลังยาวจำนวนห้องเท่ากับจำนวนครอบครัวที่จะอยู่ร่วมกัน เมื่อเสร็จแล้ว แต่ละครอบครัวจะสร้างเตาไฟขึ้นภายในห้องของตน เพื่อประกอบอาหารและให้ความอบอุน กฎของการอยู่ร่วมกันใน “บ้านรวม” เช่นนี้คือ ทุกครอบครัวต้องปรองดองและเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสของบ้าน
วิถีชีวิตด้านการละเล่น
ชนเผ่าปะหล่องมีการละเล่น ได้แก่
การรำวงหนุ่มสาว (ฆา กา โฌม ดี บยา): เป็นการเล่นเพื่อสร้างความเพลิดเพลิน โดยหนุ่มสาวปะหล่องจะมารำวงร่วมกัน เพื่อความทสนุกสนานและ ผ่อนคลายจากการทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในกลุ่มชุมชนของชนเผ่าอีกด้วย ชนเผ่าปะหล่องมีข้อห้ามในการรำวง โดยห้ามไม่ให้ผู้ชายล่วงเกินผู้หญิง หากมีการล่วงเกินกันเกิดขึ้น จะถือว่าผิดผี ต้องไปขอขมาผี โดยให้หมอผีเป็นผู้ทำพิธี หาไม่ทำจะไม่สามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้

รำนางร้อยเงินหรือการรำของนางกินรี (ฆา มาชีม): เป็นการเต้นตามจังหวะของเครื่องดนตรี เน้นจังหวะโดยการใช้เท้าและมือ จะแสดงช่วงที่มีเทศกาลงานสำคัญ เช่น เข้าพรรษา – ออกพรรษา วันสงกรานต์ หรืองานอื่นๆ ของชนเผ่าปะหล่อง โดยผู้รำจะมีเทคนิคในการรำเฉพาะตัวบุคคล หากอยากรู้ว่าผู้รำคนนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ท่านใด ก็ให้สังเกตดูที่ท่ารำแต่ละท่าซึ่งจะเป็นท่าเฉพาะของอาจารย์ท่านนั้นๆ

การรำดาบ (ปี ปาย ดี ฆา มา ปัวะ): ตามตำนานบอกเล่าของชนเผ่าปะหล่อง ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย ล้วนแล้วแต่มีความสามารถในการใช้ดาบ ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ในการสู้รบนอกเหนือจาก ธนู กระบอง และอาวุธอื่นๆ โดยดาบที่ใช้ในการรำต้องเก็บไว้เป็นอย่างดี ผู้หญิงและเด็กไม่ควรจับ เพราะดาบทุกเล่มจะมีครูบาอาจารย์อยู่ ดังนั้นก่อนที่จะรำก็จะต้องมีการไหว้ครูก่อนทุกครั้ง จนถึงยุคที่ไม่มีการทำสงครามแล้ว การใช้ดาบจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ที่เก่งกาจในการใช้ดาบเป็นอาวุธ ได้นำมาประยุกต์กลายเป็นการรำดาบแทน เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นถึงความสำคัญและการใช้ดาบเป็นอาวุธในอดีต และเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของการใช้ดาบเป็นอาวุธในอดีตให้ชนเผ่าปะหล่องได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

การรำกระบอง (ปี ปาย ดี ฆา ตา รัง): กระบองเป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้อีกชนิดหนึ่งของชนเผ่าปะหล่อง และจากการที่ชนเผ่าปะหล่องมักอาศัยอยู่บริเวณผาสูงชัน จึงจำเป็นต้องใช้กระบอง ในการป้องกันตน และใช้ในการเดินทางจากช่องแคบระหว่างหน้าผาหรือภูเขาสูงชัน (ใช้ช่วยในการโหนตัว) เป็นต้น ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนมาประยุกต์ ให้กลายเป็นการรำกระบองแทน เพื่อให้ลูหลานของชนเผ่าปะหล่อง ได้เห็นถึงความสำคัญของกระบอง
ลักษณะบ้านเรือน
ชนเผ่าปะหล่องจะปลูกบ้านแบบยกพื้นความสูงประมาณ 1-3 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลาดชันของไหล่เขา ก่อสร้างด้วยเสาไม้ พื้นและฝาใช้ฟากไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าคา พื้นที่ใช้สอยประกอบด้วย ชานบ้าน ห้องอเนกประสงค์ ซึ่งใช้สำหรับการรับแขกและหุงหาอาหาร บริเวณด้านในสุดเป็นส่วนนอนของสมาชิกในครอบครัว มีเตาไฟอยู่กลางห้อง และหิ้งพระอยู่ที่หัวนอน

ลักษณะบ้าน 2 แบบ คือ
1. บ้านสำหรับครอบครัวเดี่ยว จะประกอบด้วย ชาน ห้องอเนกประสงค์และห้องนอนเพียงห้องเดียวเท่านั้น
2. บ้านสำหรับครอบครัวรวม จะมีลักษณะเป็นบ้านหลังยาว ภายในบ้านแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ เรียงกันไปตามความยาวของบ้านตามจำนวนครอบครัว ที่อยู่รวมกันในบ้านหลังนั้น แต่ละครอบครัวจะมีเตาไฟของตัวเองอยู่ในห้อง

บริเวณลานรอบบ้าน มียุ้งสำหรับเก็บข้าว ข้าวโพด บางหลังคาเรือนจะสร้างครกกระเดื่องไว้ใต้ชายคา ยุ้งข้าว หรือ ยุ้งข้าวโพด นอกจากนั้นยังสร้างเล้าไก่ และคอกหมูไว้อย่างเป็นระเบียบด้วย

ปัจจุบัน ลักษณะชุมชนปะหล่องในประเทศไทยมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิประเทศ แต่ทุกหมู่บ้านยังคงรักษาไว้ ซึ่งศาลผีประจำหมู่บ้าน เช่น ที่บ้านปางแดง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านจะตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขา มีถนนกลางหมู่บ้าน เหนือหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของศาลผีเจ้าที่ ที่สร้างขึ้นอย่างประณีตสวยงาม และมีรั้วล้อมรอบ ไม่ปรากฏว่ามีวัด ศาลาเอนกประสงค์ และตลาดซึ่งเป็นเสมือนศูนย์รวมของสมาชิกในชุมชนบริเวณกลางหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านจะใช้บริเวณลานหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นที่ชุมชนเมื่อจะประกอบกิจกรรมใดๆ ส่วนในวันสำคัญทางศาสนา ชาวบ้านจะพากันไปทำบุญที่วัดซึ่งตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน
วัฒนธรรมประเพณี
ประเพณีการแต่งงาน
หนุ่มสาวในชนเผ่าปะหล่องจะไม่นิยมแต่งงานกับคนต่างเผ่า เมื่อถึงเทศกาลหรือพิธีทำบุญต่างๆ หากชายหนุ่มถูกใจหญิงสาวคนใด ก็จะหาโอกาสไปเที่ยวบ้านฝ่ายหญิงในตอนกลางคืน โดยจะเป่าปี่ (เว่อ) หรือดีดซึง (ดิ้ง) เพื่อบอกกล่าวให้ฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาเปิดประตูรับ หากฝ่ายหญิงไม่รังเกียจจะลุกขึ้นมาเปิดประตูให้ และพากันเข้าไปในบ้าน เพื่อนั่งคุยกันที่เตาไฟ จนหนุ่มสาวเข้าใจกันและตกลงจะแต่งงานกัน จึงบอกพ่อแม่ของฝ่ายชายไปสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง ส่วนใหญ่สินสอดที่เรียกร้องกันจะอยู่ระหว่าง 3-4 พันบาท ค่าใช้จ่ายในพิธีแต่งงานเป็นของฝ่ายชายทั้งหมด เมื่อเสร็จพิธีแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงต้องไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย ในกรณีที่ฝ่ายชายไม่มีเงินค่าสินสอด พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานให้ทั้งหมด ในพิธีแต่งงานจะมีการเลี้ยงผีเรือน ผีปู่ย่าตายาย ในวันมัดมือ และหลังจากนั้นคู่แต่งงานก็จะพากันไปทำบุญที่วัดเป็นการทำพิธีทางศาสนา และหลังพิธีแต่งงานฝ่ายชายจะต้องไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง เป็นเวลา 3 ปี เพื่อทำงานชดใช้ค่าสินสอด จากนั้นจึงจะสามารถแยกครอบครัว หรือพาฝ่ายหญิงไปอยู่กับครอบครัวของตนก็ได้
ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ในแต่ละหมู่บ้านจะมีบุคคลผู้ซึ่งมีความรู้ในเรื่องการรักษาแบบพื้นบ้าน ทั้งโดยการทำพิธีเซ่นสรวงบูชา ใช้มนต์คาถา และการใช้ยาสมุนไพร เรียกว่า “สล่า” ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาอาการเจ็บป่วย ทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่เพื่อความเป็นมงคล และทำหน้าที่ปลุกเสกเครื่องลางของขลังเป่ามนต์คาถา เพื่อให้ได้ผลทางการป้องกันตัว หรือทำเสน่ห์มหานิยมด้วย

หากมีการตายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ญาติพี่น้องจะตั้งศพไว้เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างนั้นจะมีการเลี้ยงอาหารชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตลอดงานพิธี และมีการเลี้ยงผีเพื่อบอกกล่าวโดยด่าย่านเท่านั้น เมื่อถึงเวลานำไปเผาที่ป่าช้า จะนิมนต์พระมาชักศพนำและทำการสวดส่งวิญญาณด้วย พิธีกรรมของชนเผ่าปะหล่องในเมียนมาร์จะแตกต่างจากชนเผ่าปะหล่องในประเทศไทย กล่าวคือ ในเมียนมาร์ การเผาศพจะเผาเฉพาะคนตายที่เป็นคนชราเท่านั้น หากเป็นคนหนุ่มต้องฝัง แต่ปะหล่องในประเทศไทยจะใช้วิธีเผาเพียงอย่างเดียว
ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม
ศาสนา
ชนเผ่าปะหล่องมีวิถีชีวิตอยู่กันอย่างสุขธรรม ปราศจากอบายมุข ยึดถือ คติธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่องครัด ทุกหมู่บ้านจะมีวัด เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา หากหมู่บ้านใดไม่มีวัด สามารถไปทำบุญที่วัดใกล้ๆ หมู่บ้านได้ และทุกหลังคาเรือนจะมีหิ้งพระเพื่อเคารพบูชา เมื่อถึงวันพระหรือเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา รวมทั้งวันปีใหม่ และวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะพากันไปใส่บาตรและทำบุญที่วัดทุกศีล นอกจากมีการทำบุญด้วยข้าว อาหาร ดอกไม้ใส่ขันดอกแล้วยังมีการฟ้อนรำ ร้องเพลงบรรเลงฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ ทั้งที่วัดและลานหมู่บ้าน มีการสนับสนุนให้ลูกชายบวชเณรเพื่อเล่าเรียนธรรมะ และบวชพระ เพื่อแผ่อานิสงฆ์ ให้แก่บิดามารดาอีกด้วย
ความเชื่อ
ชนเผ่าปะหล่องมีความเชื่อในเรื่องวิญญาณควบคู่ไปกับการนับถือพระพุทธศาสนา โดยมีเชื่อว่าวิญญาณทั่วไปจะมีอยู่ 2 ระดับ ได้แก่ ระดับหนึ่ง เรียกว่า “กาบ” เป็นวิญญาณของสิ่งมีชีวิต และอีกระดับหนึ่ง เรียกว่า “กานำ” เป็นวิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ในสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น การเซ่นสรวงบูชาผีหรือวิญญาณ จะทำควบคู่ไปกับพิธีกรรมทางศาสนาพุทธอยู่เสมอ และทุกพิธีจะมีหัวหน้าพิธีกรรม เรียกว่า “ด่าย่าน” เป็นผู้ประกอบพิธี ในหมู่บ้านของชนเผ่าปะหล่องจะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดของหมู่บ้าน คือ “ศาลผีเจ้าที่” หรือ “คะมูเมิ้ง” ซึ่งเป็นที่สิงสถิตย์ของผีหรือวิญญาณ ที่คอยคุ้มครองหมู่บ้าน โดยบริเวณศาลจะอยู่เหนือหมู่บ้าน ก่อสร้างอย่างปราณีต มีรั้วล้อมรอบสะอาดเรียบร้อย
พิธีกรรม
นอกจากการทำบุญและประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนาพุทธแล้ว มีพิธีสำคัญที่สุดที่ชาเผ่าปะหล่องต้องกระทำทุกปี คือ การบูชาผีเจ้าที่ โดยจะกระทำปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเข้าพรรษา 1 ครั้ง และช่วงก่อนออกพรรษา 1 ครั้ง พิธีบูชาผีเจ้าที่ก่อนเข้าพรรษาเรียกว่า "เฮี้ยงกะน่ำ" มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกกล่าวแก่ผีเจ้าที่ หรือเป็นการย้ำแก่ผีเจ้าที่ว่าในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านจะไม่มีการเอาผัวเอาเมีย หรือ พิธีแต่งงานเกิดขึ้น จากนั้นจึงทำพิธี "กะปี๊ สะเมิง" หรือ ปิดประตูศาลเจ้าที่ เมื่อใกล้ออกพรรษา ชาวบ้านก็จะทำพิธี "แฮวะ ออกวา" คือบูชาผีเจ้าที่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการเปิดประตูศาลผีเจ้าที่ หรือ "วะ สะเมิง" เพื่อเป็นการบอกกล่าวช่วงฤดูที่ชาวบ้านจะมีการแต่งงานกันมาถึงแล้วและในพิธีแต่งงานนี้ จะมีการเชื้อเชิญผีเจ้าที่ออกไปรับเครื่องเซ่นบูชาด้วย ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะต้องมาในพิธีนี้ โดยนำไก่ต้มสับเป็นชิ้นๆ นำไปรวมกันที่ศาลเจ้าที่ จากนั้น "ด่าย่าน" หรือผู้นำในการทำพิธีกรรม ก็จะเป็นผู้บอกกล่าวแก่ผีเจ้าที่ต่อไป
การแต่งกาย
การแต่งกายของชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง
การแต่งกายของชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง
ลักษณะการแต่งกายที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดถึงเอกลักษณ์ของเผ่า คือ กางเกงของชาวดาระอั้งเรียกว่า "กางเกงเซียม" ทำจากผ้าฝ้ายสีดำหรือน้ำเงิน ลักษณะคล้ายกับกางเกงเล หรือ กางเกงไทยใหญ่ โดยเวลาสวมใส่จะทบให้กระชับกับลำตัว แล้วใช้เชือกหรือเข็มขัดรัดให้แน่น ผู้ชายดาระอั้งจะสวมกางเกงเซียม ทั้งในชีวิตประจำวันและเมื่อมีงานฉลองต่างๆ ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นชายจะชอบรัดเข็มขัดโดยปล่อยชายเข็มขัดให้ห้อยลงมาเป็นแฟชั่นฮิตมากในชุมชน

การตกแต่งร่างกายซึ่งเป็นที่นิยมกันทั้งในกลุ่มหญิงและชาย ทั้งยังเป็นเครื่องแสดงฐานะของชนเผ่าปะหล่องอีกอย่างหนึ่งคือ การเลี่ยมฟันด้วยโลหะคล้ายทองทั้งปาก และประดับด้วยพลอยหลากสีซึ่งเป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งอยู่ในเมียนมาร์ แม้ในประเทศไทยปัจจุบันก็ยังคงมีความนิยมเช่นนี้ปรากฏให้เห็น มีผู้สันนิษฐานว่า แต่เดิมหน่องว่องของปะหล่องทำด้วยเงินแท้ๆ และเป็นเครื่องแสดงฐานะของผู้สวมใส่ด้วย ต่อมาเมื่อต้องเผชิญกับสงครามและการอพยพโยกย้าย ทำให้ถูกปล้นและแย่งชิงอยู่เนื่องๆ จนในที่สุดจึงไม่เหลือหน่องว่องที่เป็นเงินแท้ๆ ให้เห็นในชุมชนปะหล่องที่อยู่ในประเทศไทย

ปัจจุบันลักษณะการแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหาลักษณะที่บ่งบอกเอกลักษณ์ได้ ทั้งเด็ก หนุ่มและชายชรา ล้วนแต่งกายแบบคนพื้นราบมีเพียงผู้เฒ่าบางคนเท่านั้น ที่ยังคงสูบยาด้อยกล้องยาสูบ ขนาดประมาณ 1 ฟุต ทำจากไม้แกะสลักเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นปะหล่องแตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆ ในประเทศไทย
การแต่งกายผู้หญิง
เครื่องแต่งกายของผู้หญิง ซึ่งประกอบด้วยเสื้อผ่าหน้า แขนกระบอก เอวลอย สีพื้นสดใส ส่วนใหญ่มักเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียวใบไม้ ตกแต่งสาบเสื้อด้านหน้าด้วยแถบผ้าสีแดง สวมผ้าซิ่นที่ทอขึ้นเอง สีแดงสลับลายริ้วขาวเล็กๆ ขวางลำตัวความยาวจรดเท้า โพกศรีษะด้วยผ้าผืนยาว ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าขนหนูซึ่งซื้อจากตลาดพื้นราบ ผ้าโพกศีรษะของผู้หญิงจะโพกโดยใช้ผ้าพาดไว้ใต้มวยผมด้านหลังแล้วทบมาซ้อนกันด้านหน้า ลักษณะที่โดดเด่นคือ การสวมที่เอวด้วยวงหวายลงรักแกะลายหรือใช้เส้นหวายเล็กๆ ย้อมสีถักเป็นลาย บางคนก็ใช้โลหะสีเงินลักษณะเหมือนแผ่นสังกะสี นำมาตัดเป็นแถบยาว ตอกลายและขดเป็นวง สวมใส่ปนกัน วงสวมเอวเหล่านี้ ปะหล่องเรียกว่า “หน่องว่อง”

หญิงปะหล่องทั้งเด็ก สาว คนชราจะสวมหน่องว่องตลอดเวลาด้วยความเชื่อว่า คือ สัญลักษณ์นของการเป็นลูกหลานนางฟ้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาถึงนางฟ้าที่ชื่อ “หรอยเงิน” ได้ลงมายังโลกมนุษย์ แต่โชคร้ายไปติดแร้วดักสัตว์ของชาวมูเซอ ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับสวรรค์ได้ต้องอยู่ในโลกมนุษย์หลายกลุ่ม ชนเผ่าปะหล่องเชื่อว่าพวกตนเป็นลูกหลานกลุ่มหนึ่งของนางหรอยเงิน ฉะนั้นจึงต้องสวม “หน่องว่อง” ซึ่งเปรียบเสมือนแร้วดักสัตว์ไว้เป็นสัญญาลักษณ์เพื่อระลึกถึงนางฟ้าหรอยเงินตลอดเวลา
การแต่งกายผู้ชาย
เครื่องแต่งกายของชายชาวดาระอั้ง ค่อนข้างที่จะเรียบง่ายกว่าเครื่องแต่งกายของผู้หญิง เสื้อผู้ชายจะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้าคล้ายกับเสื้อไทยใหญ่ ทำจากผ้าฝ้ายสีน้ำเงินหรือสีดำ ความยาวพอดีกับเอว ผ้าโพกศีรษะของผู้ชายจะเริ่มโพกโดยใช้ชายผ้าด้านหนึ่งวางไว้บนศีรษะแล้วขมวดผ้าส่วนที่เหลือจนรอบ โดยทั่วไปแล้วจะพบ ผู้ชายสวมใส่เสื้อดาระอั้งน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ อาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ต้องทำงานกลางแจ้งจึงไม่สะดวกที่จะสวมเสื้อดาระอั้ง ชายหนุ่มดาระอั้งจึงนิยมที่จะสวมเสื้อเชิ้ตมากกว่า โดยในเวลาที่ต้องทำงานจะสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม แต่หากมีงานรื่นเริงจะสวมเสื้อเชิ้ตหลากสีแทน
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีของชนเผ่าปะหล่อง ได้แก่
วอ (ปี ปาย ดี โบง วอ)
“วอ” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ชายเป็นผู้บรรเลงเท่านั้น ในอดีตใช้เป่าเพื่อจีบสาว พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะไม่ค่อยชอบหากฝ่ายชายไม่มีเครื่องดนตรีชนิดนี้ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ในการเป่าวอในงานพิธีต่างๆ หรือ งานรื่นเริง โดยเฉพาะในเวลาที่บ่าวจะไปจีบสาว ฝ่ายชายจะเป็นผู้คิดทำนองและตัวโน๊ตของตนเองขึ้นมา ทำให้ฝ่ายหญิงจดจำได้ว่าใครเป็นผู้เป่า นอกจากนี้ “วอ” ยังเป็นเครื่องดนตรีที่มีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีชนิดอื่น ตรงที่ใช้น้ำเต้าเป็นตัวเป่าลม เพราะมาจากธรรมชาติ มีความแข็งแรงทนทาน และส่วนปลายของน้ำเต้ามีรูปร่างเรียวและเล็ก สามารถนำเข้าปากเพื่อเป่าได้อย่างถนัด และตรงส่วนหัวก็ใหญ่พอที่จะเจาะรู เพื่อใส่ไม้ไผ่ได้ นอกจากนั้นยังมีรูปทรงที่สวยงามอีกด้วย
ดึง (ปี ปาย ดี โบง ดึง)
เป็นเครื่องดนตรีสำหรับผู้ชายเท่านั้น ใช้สำหรับจีบสาวเหมือนวอ แต่จะมีเอกลักษณ์คล้ายกับกีต้าร์ปัจจุบัน ไม่มีโน๊ตตายตัว ผู้เล่นจะเป็นผู้กำหนดโน๊ตหรือท่วงทำนองเอง ดังนั้นผู้ชายปะหล่องแต่ละคน จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เล่นเพลงและทำนองไม่เหมือนกัน นอกจากใช้บรรเลงเพลงเพื่อจีบสาวแล้ว ดึงยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง เช่น เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในเทศกาลสำคัญต่างๆ ของชนเผ่า ตลอดจนสามารถนำไปเป็นของฝากได้อีกด้วย
ซะกวัน
เป็นเครื่องดนตรีที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่ เพื่อคลายความเหงาในช่วงเวลาที่ออกไปทำงานนอกบ้าน เช่น ไปเลี้ยงควาย ทำไร่ ไปหาของในป่า เป็นต้น และใช้จีบสาว อีกทั้งสามารถใช้บรรเลงในงานเทศกาลต่างๆ เช่น วันพระ วันขึ้นปีใหม่ ได้อีกด้วย วิธีการเล่นนั้นไม่ยาก ใช้ปากเป็นเหมือนลำโพง และใช้มือดีด