เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
ข้อมูลทั่วไป
ลาหู่ (มูเซอ)
ลาหู่ (มูเซอ)
ลาหู่ หรือ มูเซอ อาศัยอยู่ในประเทศจีน เมื่อถูกรุกรานจึงอพยพมาทางตอนใต้เข้าสู่ประเทศพม่า และทางเหนือของประเทศไทย เมื่อกว่า 13 ปีมาแล้ว โดยเข้ามาทางอำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย, อำเภอฝาง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่, และอำเภอบางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มูเซอที่รู้จักกันมาก ได้แก่ มูเซอดำ มูเซอแดง มีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกัน มูเซอ เป็นภาษาพม่า แปลว่า นายพราน เนื่องจากมีความชำนาญในการล่าสัตว์โดยใช้หน้าไม้ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ลาฮู ในกลุ่มมูเซอดำ เรียกว่า ลาฮูนา มูเซอแดง เรียกว่า ลาฮูยี

ลาหู่ หรือ มูเซอ แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่ มูเซอดำและมูเซอแดง และกลุ่มเล็ก 2 กลุ่ม ได้แก่ มูเซอฌีหรือมูเซอกุย และมูเซอเฌเล ซึ่งการแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อยเช่นนี้ เป็นการแบ่งตามความแตกต่างในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนาและการแต่งกาย แต่ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ภาษามูเซอดำ มูเซอแดง และมูเซอเฌเล ใช้พูดติดต่อกันได้ ยกเว้นภาษามูเซอกุยเท่านั้นที่ใช้พูดติดต่อ กับมูเซอกลุ่มอื่นไม่ได้

มูเซอดำ เรียกตนเองว่า ละหู่นะ: อาจกล่าวได้ว่าพวกนี้เป็นมูเซอดั้งเดิมที่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์และยูนนาน

มูเซอแดง เรียกตนเองว่า ละหู่ณีย่า: ที่เรียกว่ามูเซอแดงนั้นมีความหมาย 2 ประการ คือ หมายถึงแถบสีแดงผืนผ้าของผู้หญิง หรืออาจหมายถึงพรานป่าก็ได้

มูเซอฌี หรือ มูเซอเหลือง: ซึ่งคนไทยและไทยใหญ่เรียกว่ามูเซอกุย พวกนี้เป็นมูเซอที่มาจากทางใต้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม คือ มูเซอชีนะตอ มูเซอซีอะดออะกา ทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่ทางใต้ของยูนนาน อีก 2 กลุ่ม คือ มูเซอชีบาหลา และมูเซอซีบาเกียว อาศัยในรัฐเชียงตุง รัฐฉานในเมียนมาร์และในประเทศไทย

มูเซอเฌเล เรียกตัวเองว่า นะเหมี่ยว: มาแต่ครั้งที่ยังตั้งหลักแหล่งอยู่ในยูนนาน และเพิ่งมาเรียกตนเองว่ามูเซอเฌเลเมื่ออพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย คนไทยเรียกพวกนี้ว่า มูเซอดำ โดยดูจากลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ มูเซอเฌเลในประเทศไทยมี 3 กลุ่ม ได้แก่ มูเซอพะคอ, มูเซอนะมือ, และมูเซอมะเหลาะ (มะลอ)

ปัจจุบันในประเทศไทย มีชนเผ่าลาหู่อาศัยโดยกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย - พม่ากว่า 800 หมู่บ้าน พื้นที่ที่มีชาวลาหู่อาศัยอยู่มากได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำปาง โดยเฉพาะตามพื้นที่ติดชายแดน ส่วนใหญ่แล้วชนเผ่าลาหู่ มักจะอาศัยปะปนกับชนเผ่าอื่นๆ หรือคนไทย มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นหมู่บ้าน เผ่าลาหู่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ ลาหู่แดง ซึ่งมีการนับถือผี โดยโตโบหรือผู้นำทางศาสนา ส่วนลาหู่ดำหรือลาหู่เหลือง ก็มีการนับถือผีเช่นกัน นอกจากนี้เผ่าลาหู่ก็ยังมีการนับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย
ภาษา
ชนเผ่าลาหู่พูดภาษาธิเบต- พม่า ซึ่งคล้ายคลึงกับพวกอาข่าและลีซอ มูเซอส่วนใหญ่พูดภาษาไทใหญ่และลาวได้ บางคนก็พูดภาษาจีนยูนานหรือพม่า ภาษามูเซอแดงและมูเซอดำต่างกันไม่มากนัก จึงฟังกันรู้เรื่อง โดยภาษาพูดเป็นการสืบทอดต่อๆ กันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมาถึงปัจจุบัน โดยแสดงถึงวัฒนธรรมด้านภาษาของตนเอง ภาษาลาหู่มีแต่ภาษาพูดเท่านั้น การสืบทอด และการสื่อสารต่างๆ นั้นสืบทอด โดยใช้ระบบความจำ พูด ฟัง เท่านั้น จะไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง
วิถีชีวิต และลักษณะบ้านเรือน
วิถีชีวิตด้านการละเล่น
วิถีชีวิตด้านการละเล่น
วิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพ ความอยู่รอดของชาวลาหู่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ไม่ว่าเป็นดิน ความพอดีของน้ำจากท้องฟ้า วัฒนธรรมของชาวลาหู่ผูกพันอยู่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติได้สะท้อนออกมาในรูปแบบวรรณกรรมปากเปล่า ซึ่งผู้นำศาสนามักจะสอนศาสนิกชน ของตน “กระดูกของเราเป็นก้อนหิน เนื้อหนังของเราเป็นดิน สายเลือดเป็นสายน้ำ ลมหายใจเป็นอากาศ และความอบอุ่นภายในกายเป็นแสงแดด” ดินเป็น ตัวแทนธรรมชาติที่มีความผูกพันที่ใกล้ชิดมนุษย์
วิถีชีวิตด้านการละเล่น
การละเล่นเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งของชนเผ่าลาหู่ที่นิยมเล่นกันยามที่ว่างจากการทำไร่ ทำสวน และช่วงที่มีพิธีกรรมทางศาสนา หรือประเพณี ซึ่งเด็กหรือผู้ใหญ่จะมารวมตัวกันบริเวณรางที่กว้างๆ พร้อมจัดกลุ่มแล้วก็เล่น เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และจะเน้นการเล่นเป็นกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสมัคสามัคคีกันภายในกลุ่ม เป็นการใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านในการนำสิ่ง ของต่างๆ มาประดิษฐ์เป็นของเล่น โดยการใช้วัสดุธรรมชาติ ที่หาได้ง่ายและไม่ได้ใช้ต้นทุนเยอะของท้องถิ่นมาดัดแปลง และทำเป็นของเล่นในยามที่ไปไร่ไปสวน ระหว่างทางก็จะเด็ดใบไม้แล้วก็มาเป่าให้เกิดเป็นเสียงเพลง ซึ่งจะทำให้เกิดความสุขในการเดินทาง และการเป่าใบไม้หนุ่มๆ ยังใช้เป่าในการจีบสาว ซึ่งจะเป็นการเป่าเพลงที่ข้องข้างเศร้า และมีความหมายอันลึกซึ้ง ถือได้ว่าเป็นวิธีการในการหาคู่ของหนุ่มสาวอีกวิธีหนึ่ง

การละเล่นของชนเผ่าลาหู่แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

การละเล่นในพิธีกรรม: เป็นการละเล่นเฉพาะในช่วงที่มีพิธีกรรมหรือประเพณีเท่านั้น ซึ่งชาวลาหู่ทั้งหญิงและชายจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าเต็มยศ แล้วจะมาเล่นกัน อันได้แก่ การเต้น “จะคึ” และประกอบด้วยการเล่นสะบ้า (หมะยี้สื่อต่อดะเว) เล่นลูกข่าง (ข่อสือบ่าดะเว) โยนผ้า (แข่ปุกสื่อเหล่ดะเว) ซึ่งหนุ่มสาวจะนิยมเล่นกันมากที่สุด ในช่วงที่มีพิธีกรรม หรือกินวอ เป็นเวลาว่างที่มีค่ามากสำหรับหนุ่มสาว

การเต้นจะคึ (ปอย เต เว) เป็นการบ่งบอกถึงความหลากหลายของการทำมาหากิน จะเต้นในช่วงที่มีงานประเพณี (กินวอ) เต้นเพื่อเฉลิมฉลองในงานประเพณี และเป็นการกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมในงานพิธีกรรม อาจมาจากต่างหมู่บ้าน หรือต่างท้องถิ่น การเต้นจะคึ จะเป็นการเต้นเป็นจังหวะ ตามเสียงกลอง (เจะโข ่) ฉิ่งฉาบ (แซ) และฆ้อง (โบโลโก่) โดยจะมีท่าทางประกอบหลากหลายท่าอย่างพร้อมเพรียงกัน เช่น ท่าเกี่ยวข้าว ท่าตักข้าว และ ท่าตีข้าว เป็นต้น

การเต้นจะคึจะมีอีกหลากหลายท่า คือ ท่าสวัสดี ท่าขอบคุณ และยินดีต้อนรับ ก็จะมี อยู่ในตัว ท่าสวัสดี และยินดีต้อนรับ นั้นจะอยู่ในจังหวะเดียวกัน ช่วงปีใหม่ หรือกินวอ จะมีแขกจากบ้านอื่นมาเที่ยว และชาวลาหู่จะมีการเต้นจะคึ เพื่อเป็นการต้อนรับแขกที่มาร่วมในงาน

การละเล่นลูกข่าง (ค่อซือ) เป็นการละเล่นของชนเผ่าลาหู่ จะนิยมเล่นกันในช่วงปีใหม่ กินวอ ของลาหู่ ลูกข่างนั้นทำจากไม้เนื้อแข็ง วิธีการเล่น มีดังนี้ อย่างแรก ทำเชือกสำหรับเหวี่ยงลูกข่าง แล้วมัดกับด้ามไม้ พอเสร็จก็พันลูกข่างแล้วโยนไปยังเป้าหมาย แล้วดึงเชือกคืนไวๆ ก็จะทำให้ลูกข่างหมุน และถ้าลูกข่างของเราไปโดนของคู่ต่อสู้ ถือว่าเราเป็นฝ่ายชนะ

การโยนผ้า (แข่ปุกสื่อบ่าดะเว) เป็นชนิดหนึ่งที่หนุ่ม สาว จะเล่นนิยมเล่นกันมาก แต่หนุ่ม สาว มักจะเล่นช่วงปีใหม่ หรือ กินวอ วิธีการเล่นก็จะมีการแบ่งฝ่ายเป็น 2 ฝ่ายหนุ่มๆ ก็จะอยู่ฝ่ายหนึ่ง และสาวๆ ก็จะอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วมีกติกาว่าถ้าหนุ่มๆ โยนผ้าให้ฝ่ายสาวๆ แล้วสาวๆ รับไม่ได้และรับไม่ทันทำให้ตกสู่พื้น 3ครั้งหรือ 3 ที แล้วแต่จะตั้งกติกากี่ที หรือกี่ครั้งก็แล้วแต่ ที่จะตั้งกันเองในกลุ่ม จะมีการยึดสิ่งของต่างๆ เช่น สร้อย นาฬิกา ข้อมือ ฯลฯ จากฝ่ายที่แพ้มา แต่ก็จะคืนให้กันหลังจากเสร็จการกินวอกัน

การละเล่นเพื่อความสนุกสนาน: เรียกว่า ก่า เคอะ เว โดยมีอุปกรณ์ที่ใช้ คือ น่อ หรือ แคน โดยผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องของแคน จะเป็นคนเป่าแล้วเต้นเป็นการและ เพื่อเฉลิมฉลองในงานประเพณีให้เทวราช หรือ หงื่อซา รับทราบว่า ถึงเวลา แล้วที่ชาวลาหู่จะเฉลิมฉลองให้กับท่าน และขอให้ท่านเทพเจ้าลงมาอวยพร ให้กับคนในชุมชนด้วย
ลักษณะบ้านเรือน
มูเซอจะปลูกบ้านอยู่บนดอยสูงระดับ 4,000 ฟุตขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล เพราะถือว่าผู้ที่อยู่สูงจะเหนือกว่าผู้ที่อยู่ที่ต่ำ บ้านมูเซอจะสร้างด้วยไม้ไผ่ เสาไม้ หลังคาแฝกหรือคา หน้าบ้านมีนอกชาน มีเตาไฟก่อไว้กลางบ้านหรือมุมบ้านสำหรับให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว และหุงต้มอาหาร บ้านเรือนของเผ่าลาหู่ส่วนมากปลูกยกพื้นใต้ถุนสูง ซึ่งจะใช้เป็นที่เก็บฟืน เสาบ้านเป็นไม้เนื้อแข็ง พื้นฟาก ฝาฟาก มุงด้วยหญ้าคา หรือใบก้อ วิธีมุงหลังคาด้วยหญ้าคาของชาวลาหู่ค่อนข้างแปลก คือ แทนที่จะมัดคาเป็นต้นๆ เขาใช้มุงฟ่อนทับกันหนาแน่นเช่นเดียวกับวิธีการมุงหลัง คาด้วยหญ้าของชาวยุโรป การมุงแบบนี้ทำให้ใช้ได้ทน และอบอุ่นในฤดูหนาว ตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนหน้าเป็นชานนอกชายคา ปูด้วยไม้ฟาก มีบันไดเป็นไม้ท่อนยาวพาดจากพื้นดินขึ้นไปสู่บ้าน ตอนหลังเป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้าง 3-4 เมตร มีฝาสานรอบทุกด้าน สูงประมาณ 1 เมตรครึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่ล้วนไม่มีเพดาน ตรงกลางห้อง มีเตาไฟ 1 เตา สำหรับทำอาหาร รอบๆ เตาไฟเป็นที่นอน และใช้เป็นที่ต้อนรับแขกด้วย สำหรับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจะใหญ่โตกว่าบ้านของลูกบ้านราว 2 เท่า มีห้องนอนสำหรับต้อนรับแขก กับห้องนอนของครอบครัว เตาไฟทำไว้ 2 แห่ง เพราะบรรดาแขกผู้ไปเยือนหมู่บ้านจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านก่อน และพักค้างแรมอยู่ภายในบ้านผู้เป็นหัวหน้านั้นเอง
วัฒนธรรมประเพณี
ชาวมูเซอ มีอิสระในการเลือกคู่ครอง มีสัมพันธ์ทางเพศในอายุยังน้อย ไม่ชอบแต่งงานกับหญิงสาวบ้านเดียวกัน การแต่งงาน การหย่าของมูเซอจะต้องมีการฆ่าหมู เพื่อสังเวยแก่ผีที่กลางลานใหญ่ของหมู่บ้าน เป็นที่สำหรับเต้นในช่วงงานปีใหม่ หรือมีพิธีทำบุญต่างๆ เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ พิธีกินข้าวใหม่ เป็นต้น
ประเพณีการแต่งงาน
การจีบสาว หรือการหาคู่: การจีบสาวชาวลาหู่จะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะหนุ่มโสดจะว่างแล้วจะจับเป็นกลุ่มตระเวณหาสาวหมู่บ้านอื่นๆ วิธีการติดต่อก็คือ ใช้เด็กเป็นสื่อกลาง พอไปถึงหมู่บ้านจะเรียกเด็กๆ มาคุยแล้วบอกให้เด็กว่าไปบอกให้สาวๆ ว่าหนุ่มมาเที่ยวเด็กๆ ก็ดีใจรีบไปส่งข่าวให้กับสาวๆ ส่วนสาวๆ ก็เตรียมอาหารแล้วจะต้อนรับ หนุ่มรับประทานอิ่มแล้ว ดูว่าใครชอบคนไหนจะจับไปคุยกัน แล้วสาวๆ ก็ถามว่าพี่มีเมียแล้วหรือยัง หนุ่มๆ ก็จะตอบว่าถ้าพี่มีเมียแล้วจะมาหาน้องทำไม ไกลแสนไกลนี่เสียเวลา การจีบสาวของลาหู่ง่าย

การเริ่มพิธีการแต่งงาน: ทางฝ่ายชายเป็นฝ่ายไปสู่ขอก่อน แล้วฝ่ายหญิงยินยอม หรือ ยอมรับ เป็นการเสร็จพิธีสู่ขอ ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็นัด วัน คืนที่มาทำพิธีแต่งอีกที แล้วฝ่ายเจ้าบ่าวกลับไป หาสิ่งของที่จะไปตามที่นัดการไว้ ทางฝ่ายเจ้าบ่าวต้องเตรียมข้าว เตรียมของ เช่น ทางเจ้าบ่าวก่อนอื่นหา ไก่ 2 ตัว และค่าหมั้นอีก 30 บาท และต้องมีพ่อสื่อฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นตัวแทน พ่อ แม่ ทางฝ่ายเจ้าบ่าว ต้องรับคำสั่งจากพ่อ แม่ ไปพูดคุย ให้กับฝ่ายเจ้าสาว และฝ่ายเจ้าสาวก็มีพ่อสื่อแม่สื่อเช่นเดียวกัน ที่จะพูดคุยต่อลองกัน ในคืนที่เข้าทำพิธีแต่งงาน จะมีแก้วน้ำที่จะใส่น้ำ 1 ใบ และมีเชือกที่จะพุข้อมืออีก 2 เส้น มีสิ่งนี้แล้วพ่อหมอก็จะกล่าวคำอวยพรให้ ทั้งสองเสร็จพ่อหมอก็เอาน้ำให้ทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาวดื่มน้ำในแก้ว แต่ต้องดื่มไม่ให้ย้อยออกจากปากถ้าดื่มน้ำย้อย ออกจากปากนั้นหมายถึงหนึ่งหยดน้ำจะเชื่อว่าแต่งอยู่ด้วยกันและจะมีลูกด้วย ก็จะไม่เลี้ยงหนึ่งหยดน้ำ นั่นหมายถึงหนึ่งคนเด็กที่จะเสียไป วันรุ่งขึ้น แต่เช้าต้องตักน้ำด้วยกันทั้งเจ้าบ่าว เจ้าหญิงเป็นอันดับแรก การที่ตักน้ำต้องสลับกัน ทางเจ้าบ่าวตักน้ำเข้าบ้านทางฝ่ายหญิงเช่นกัน ทางเจ้าสาวก็ตักน้ำเข้าบ้านทางฝ่ายชาย หลังจากเสร็จการตักน้ำ (ถ้าอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน) แล้ว ต่อไปในวันเดียวกันนั้นต้องตัดฟืน วันนี้ต้อง เป็นวันหยุดทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาวก็พากันไปตักฟืนคนละหนึ่งตะกร้า เช่นเดียวกับการตักน้ำจะไปเข้าบ้าน ถ้าเป็น เจ้าบ่าวก็เข้าไปให้ฝ่ายฝ่ายเจ้าสาว เจ้าสาวก็จะนำเอาไปให้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเหมือนกัน (นี่หมายถึงอยู่ในหมู่บ้านเดียวแต่งงาน) แต่อยู่คนละหมู่บ้าน คนละที่จะแต่งงานต้องไปที่หมู่บ้านฝ่ายเจ้าสาว ทำพิธีแต่งงานเสร็จวันรุ่งขึ้นแต่เช้าก็ตื่นมาไปตักน้ำเข้า ฝ่ายเจ้าสาว จะไม่เหมือนแต่งในหมู่บ้านเดียวกัน ฟืนก็เช่นเดียวกัน ตักน้ำเอาไปเข้าบ้านเจ้าสาว หลังจากทำพิธีแต่งงานแล้วยังไม่เสร็จ ยังมีการกินเลี้ยงอีก ชาวลาหู่เรียกว่า แคะจ่ะเว ครอบครัวที่ฐานะดีมีเงินก็แต่งคืนนี้ กินเลี้ยงวันรุ้งขึ้นก็ได้ แต่ครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดีฐานะไม่ดีก็แต่งอยู่กันไป และก่อนที่จะแต่ง พ่อ แม่ทางเจ้าบ่าวว่าช่วงนี้ยังไม่มีเงินพอที่จะจัดงานเลี้ยงก็แล้วแต่ตกลงกับ พ่อ แม่ทางเจ้าสาวเอง ให้สองคนนี้แต่งงานอยู่ด้วยกันไปก่อนแล้วค่อยกินเลี้ยง (แคะจ่ะเว) เมื่อไรที่จะกินเลี้ยง และจะฆ่าหมู เนื้อหมูตรงคอจะต้องให้กับคนที่เป็นพ่อสื่อ แม่สื่อ พ่อสื่อ แม่สื่อนี้ ถ้าไม่ให้เนื้อหมูที่คอก็วันหลังจะเกิดปัญหา จะไม่ช่วยให้ ก็เลยยกคอหมูต้องแบ่งให้เท่าๆ กัน กับพ่อสื่อ แม่สื่อ ทั้งสองฝ่ายไปเป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน

การหย่าร้าง: การหย่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาของลาหู่ เช่น หากพ่อแม่ผู้หญิงรู้สึกว่าลูกเขยพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะบังคับให้ลูกสาวเลิกแต่งงาน ให้ลูกสาวไปอยู่ที่อื่น กรณีอย่างนี้ถ้ามีสิ่งของมากเท่าไรก็จะต้องให้ทางฝ่ายผู้ชาย ส่วนผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เพราะทางฝ่ายผู้หญิงเลิกเอง ถ้ากรณีนี้มีลูกแล้ว สามีกับภรรยาทั้งสองฝ่ายยินยอม จะหย่ากันแล้วสิ่งของก็จะต้องแบ่งเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน หนึ่งเพื่อลูก สองสามสามี และภรรยา จากนี้ต่างคนต่างไปแล้ว ส่วนลูกนี้ใครจะดูแลก็ได้
ประเพณีวันศีล
วันศีลของชาวลาหู่จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ แต่วันศีลในช่วงปีใหม่จะตรงวันที่สามของปีใหม่ จะต้องงดการกินเนื้อสัตว์ การฆ่าสัตว์ การดื่มเหล้าในเมื่อวันศีล พวกเขามีความเชื่อว่าเป็นวันพักผ่อนของพวกเขา ตอนเย็นของวันศีลจะมีพิธีรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วโตโบจะกล่าวอวยพรทุกๆ คน ดึกๆ ค่ำคืน จะมีการประกอบพิธีในหอแหย่ (โบสถ์) แล้วเต้นรำตีกลองและเป่าแคนกันอย่างสนุกสนานต่อหน้าต้นวอ

ชุมชนในแต่ละพื้นที่แต่ละแห่งวิถีการดำรงชีวิต และความเชื่อที่แตกต่างกันไป เพราะมาจากการสืบทอดจากบรรพบุรุษที่ไม่เหมือนกัน การกระทำใดๆ ในความเชื่อที่ในสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่าพิธีกรรม เพื่อที่จะให้ชาวบ้านได้มีการจัดการทำพิธีกรรมทางความเชื่อ โดยเฉพาะพิธีกรรมในวันศีลชาวลาหู่ถือว่า เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ผู้เฒ่าหยุดงานเพื่อที่จะทำบุญรับศีล และจากไปประกอบพิธีกรรมก็จัดเตรียม น้ำ เทียน เข้าไปในหอแหย่ เพื่อบูชาสักการะตามความเชื่ออของชนเผ่าลาหู่ ชาวบ้านจะหยุดงานทำไร่ ทำนา ทำสวน และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อจะทำพิธีกรรมที่หอแหย่ในวันศีลตอนเย็น นำน้ำมาเพื่อล้างมือให้แก่ผู้เฒ่า ผู้แก่ และผู้นำศาสนาการรดน้ำล้างมือนั้น ชาวบ้านถือว่าเป็นการล้างบาปไปในตัว เพื่อเป็นการล้างบาปในสิ่งต่างๆ ที่มือได้ทำลงไป และก็มีการเต้นรำในหอแหย่กันสนุกสนาน
ประเพณีการทำบุญสะเดาะเคราะห์
ในการทำบุญสะเดาะเคราะห์ เมื่อชาวลาหู่ได้รับเคราะห์ หรือมีการเจ็บป่วยไม่สบายกายและใจ ก็จะได้จัดเตรียม สิ่งของเพื่อไปให้ผู้นำทางศาสนาทำพิธี ซึ่งชาวลาหู่ เรียกว่า ค๊อตาเตเว่ โดยเครื่องมือเหล่านี้จะมีผู้บอกวิธีการทำ คือ ลาซ่อ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการเครื่องมือในการประกอบพิธีกรรม เพื่อนำไปไห้ผู้นำทางศาสนา หรือที่เรียกว่า โตโบ เพื่อสวดขอพรให้หายจากเคราะห์ร้ายต่างๆ หรือเคราะห์ที่จะมาถึง นอกจากนี้ยังมีสิ่งของที่จะต้องเตรียมเพื่อนำไปประกอบการทำพิธีกรรม ได้แก่
1. เทียน ถือว่าให้นำไปจุดเพื่อ แสงสว่างในการประกอบพิธีกรรม
2. สำลี หรือ ฝ้าย สำลีต้องเป็นสีขาว ชาวลาหู่ถือว่า สำลีหรือฝ้ายนี้ จะไป รับคำพูดที่เคยพูดไม่ดี หรือผู้ให้ร้ายแก่ผู้อื่น
3. ผ้าขาว เพื่อความสะอาดและความบริสุทธิ์ ผ้าจึงต้องเป็นผ้าสีขาว
4. น้ำ เพื่อนำไปล้างมือผู้นำศาสนาหรือโตโบ
5. ด้าย การพิธีจะต้องเป็นด้ายขาวเหมือนกัน สำหรับด้ายนี้ เมื่อโตโบทำพิธีเสร็จก็เอาผูกข้อมือหรือห้อยคอ เพื่อป้องกันอันตรายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ที่นำไปทำประกอบกับเครื่องมือ ในการประกอบพิธีกรรมนั้นจะต้องเป็นสีขาว ชาวลาหู่ หรือแม้แต่ศาสนาใดก็ตาม จะใช้สีขาวเป็นสื่อ

ในการประกอบพิธีกรรมถือว่า เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์และถือว่าเป็นมงคลความเชื่อของ ชาวลาหู่มีความเชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ซึ่งมีความเหมือนกับศาสนาพุทธในประเทศไทย แต่ต่างกันตรงที่การขอพรกับเทพเจ้า การทำพิธีและการปฏิบัติธรรม ลาหู่ทำให้ได้ทราบถึงเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าพิธีกรรมของชาวลาหู่ ใช้เวลาในการทำพิธีกรรมไม่นานนัก แต่ก็เชื่อว่ามีความหมายต่อการดำรงชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างมากอย่างดีกับชนเผ่าลาหู่
ประเพณีฉลองปีใหม่ (เขาะเจ๊าเว)
มีความหมายในภาษาไทยแปลว่า ปีใหม่การกินวอ พีธีฉลองปีใหม่ของลาหู่ ไม่มีการกำหนดการเฉพาะเจาะจงแน่นอน จะเลือกเวลาที่สมาชิกส่วนใหญ่อยู่ และเสร็จสิ้นภาระกิจการทำงานทำไร่ ทำสวน จากการเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว อาจเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม หรือเมษายน ของแต่ละปีก็ได้ อีกทั้งทุกหมู่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องจัดฉลองปีใหม่พร้อมกัน เพราะแต่ละหมู่บ้านจะมีความพร้อมไม่ตรงกัน เมื่อถึงช่วงฉลองปีใหม่ สมาชิกของหมู่บ้านที่ไปทำงาน อยู่ห่างไกลจะเดินทางกลับมาร่วมงานฉลองปีใหม่ มีการฆ่าหมูดำ เพื่อนำเนื้อหมู และหัวหมูสังเวยต่อเทพเจ้า อื่อชา ลาหู่นับถือมาก ต่อจากนั้น ก็จะนำเนื้อหมูมาปรุงเป็นอาหารเลี้ยงกันอย่างสมบูรณ์ ในเทศกาลปีใหม่นี้ ชาวลาหู่ (มูเซอ) จะนำข้าวเหนียวนึ่งมาตำเสร็จ แล้วจะปั้นเป็นก้อนกลม เรียกว่า “อ่อผุ” หรือข้าวปุ๊ก จะนำไปใช้เป็นเครื่องถวายต่อเทพเจ้าอื่อซา

ปัจจุบันพบว่าชาวลาหู่ (มูเซอ) ยังจัดฉลองปีใหม่เป็นสองช่วง คือเขาะหลวง และเขาะน้อย เหมือนสมัยก่อน แต่ทั้งเพศชาย และเพศหญิงจะเข้าร่วมฉลองเทศกาลทั้งสองช่วงด้วยกัน ทั้งนี้เป็นเพราะพวกผู้ชาย และผู้หญิงต่างทำงานอยู่ใกล้กัน ซึ่งสามารถทราบข่าววันเริ่มฉลองปีใหม่ของหมู่บ้าน และชวนกันมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่พร้อมกันได้ โดยช่วงแรกปีใหม่จะมีความสนุกสนานคึกคักมาก แต่ละคนมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ช่วงหลังแต่ละคนเริ่มเหนื่อยล้าลง คนร่วมงานอาจจะน้อยลงไป

เทศกาลฉลองปีใหม่นี้ จะมีการจุดเทียนขี้ผึ้งสวดอ้อนวอนเทพเจ้าที่นับถือ เพื่อให้เกิดความสงบสุข พร้อมทั้งความอุดมสมบูรณ์แก่สมาชิกในแต่ละครอบครัวของชุมชน และถ้ามีลาหู่ (มูเซอ) หมู่บ้านใกล้เคียงกันจัดงานพร้อมกัน พวกลาหู่จะมีพิธีหนึ่งที่เรียกว่า “อ่อรี้เตดะเว” คือ การเดินทางไปเยือนหมู่บ้านอื่นพร้อมกับห่อเนื้อหมู และเอาข้าวปุ๊ก หรือเรียกอ่อผุ (ข้าวเหนียวนึ่งตำเป็นก้อน) ไปทำบุญเพื่อนบ้าน รดน้ำให้ผู้อาวุโส ทำการเต้นรำรอบลานพิธีของหมู่บ้านนั้น ก่อนกลับมาหมู่บ้านตน และอีกไม่กี่วันเพื่อนบ้านจากมาหมู่บ้านเรานั้น ก็จะยกขบวนกันมาประกอบพิธี

“อ่อรี้เตดะเว” เป็นการตอบแทนเช่นกัน ทำพิธีใต้ต้นวอ เมื่อใกล้จะเสร็จงานปีใหม่จะต้องเซ่นไหว้ต้นวอ และอื่อซา ว่าบรรดาเผ่าชนลาหู่ก็จะขอบุญจากเทพเจ้า ขอคุ้มครองรักรับหมู่บ้านเราเป็นสุขๆ ขอให้บรรดาพวกเรามีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงตลอดปี ปลูกข้าวขอข้าวงามน้ำดื่มแก่ข้าน้อย
ประเพณีแซก่อ (ก่อทราย)
ประเพณีแซก่อนี้มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปฎิบัติมา และสืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ชนเผ่าละหู่ที่นับถือพุทธ (ผี) ซึ่งแซก่อ ตรงกับวันที่ 14 เมษายนของทุกปี และเป็นวันสงกรานต์ไทย ชนเผ่าลาหู่จะมีประเพณีแซก่อ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ให้กับสิ่งที่ล่วงลับที่ทำไปแล้วในการประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำสวนโดยที่ฆ่าสัตวโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ เชื่อว่าทำพิธีกรรมแซก่อแล้ว จะทำให้ไม่มีบาป แล้วอาชีพการทำไร่ ทำสวน ผลผลิตจะได้ดี และชีวิตการเป็นอยู่เย็นเป็นสุข การเตรียมสิ่งของที่จะไปประกอบพิธีกรรมแซก่อ แต่ละบ้านจะต้องจัดหาดอกไม้สวยๆ นำมาใส่กระบอกไม้ไผ่เพื่อที่จะนำมาทำพิธีกรรม เช่น เตรียมเมล็ดพืชข้าว ข้าวโพด พริก เตรียมทราย เตรียมเทียนไขนี้ไปเก็บไว้ ณ จุดที่เคารพ

ชาวบ้านก็จะมาพร้อมกัน ณ จุดศูนย์รวมของหมู่บ้านเพื่อที่จะช่วยการทำพิธีกรรมแซก่อ หรือทรายก่อ เตรียมขุดหลุมเล็กๆ ไว้เพื่อที่จะใส่เสาดอกไม้ลง นำดอกไม้มาประดับจุดที่ทำพิธีกรรมแซก่อ นำดอกไม้มาเพื่อที่จะประกอบพิธีกรรมให้สมบูรณ์แบบ นำสิ่งของเพาะปลูกมาไว้จุดที่ทำพิธีกรรม เช่น เมล็ดข้าว ข้าวโพด พริก ชาวบ้านจุดเทียนเพื่อ จะประกอบพิธีขอขมาสัตว์ที่ตายไปในการทำไร่ ทำสวน ชาวบ้านทำเครื่องมืออุปกรณ์ ในการประกอบพิธีกรรม สร้างเสร็จแล้วเริ่มทำพิธีกรรมขอขมา สิ่งต่างๆ ในการทำไร่ เช่น สัตว์

ทำพิธีกรรมจะต้องมีพ่อหมอ หรือผู้เฒ่า ผู้แก่ในหมู่บ้านที่สามารถอ่านบทสวด เพื่ออุทิศส่วนกุศล ขอขมาต่อสัตว์ต่างๆ ที่โดนฆ่าตายในการทำไร่ ทำสวนแล้ว สวดว่าขอให้ได้ผลผลิตสูง เจริญงอกงาม ออกเมล็ดเหมือนเมล็ดทราย และสวดว่าขอให้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนอยู่เย็น เป็นสุข หลังจากเสร็จพิธีกรรม ชาวบ้านเก็บเมล็ดพืชที่ทำพิธีกรรม จะนำมาไว้จุดที่ศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน
สถานที่ประกอบพิธีกรรม
หอเหย่: ชาวลาหู่เกือบทุกหมู่บ้านจะมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า หอแหย่ มีไว้เพื่อประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาของลาหู่ ชาวลาหู่นับถือบรรพบุรุษ วิญญาณ และเทพเจ้ากือซา จึงทำให้ไม่เหมือนกับศาสนาพุทธทั่วไปในประเทศไทย “หอแหย่” เปรียบเสมือนโบสถ์หรือวัด ตามความเชื่อ ของศาสนานั้นๆ สถานที่ประกอบพิธีกรรม หรือหอแหย่ของชาวลาหู่ จะสร้างอยู่ที่สูงและใกล้ๆ กับบ้านของ ผู้นำศาสนา (โตโบ) จึงสังเกตได้ว่าถ้ามีหอเเหย่อยู่ที่ไหนก็มีบ้านของโตโบที่ตรงนั้น

สิ่งของสำคัญูในหอเหย่ คือ โต๊ะบูชา หรือชาวลาหู่เรียกว่า “กะปะแต” เป็นที่สำหรับเทพเจ้า (กือซา) ลงมาประทับ และเป็นที่สื่อสารกับผู้นำศาสนาถือว่าเป็น ที่สำคัญที่สุด ในศาสนสถาน นกเทพเจ้าจะมี 2 ตัวคู่กันมีตัวผู้และตัวเมีย ชาวลาหู่เรียกตัวผู้ว่า นานะบุจุแงะ และตัวเมียเรียกว่า นะสิจุแงะ เขาจะเชื่อกันว่าเป็น นกของพระเจ้าที่จะนำพาขวัญของผู้ที่เสียขวัญกลับคืนมาเข้าสู่ร่างกาย นกไม้ 2 ตัวนี้จะอยู่คู่กับบ่อน้ำทิพย์ เรียกว่า ลิเด่ ซึ่งผู้นำศาสนา จะคอยเติมน้ำทุกๆ วันศีลโดยแต่ละเดือนจะมีวันศีลอยู่ 2 วันคือ วันแรม และขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือนจะถือวันศีล ดังนั้นชาวลาหู่ก็หยุดทำงานเพื่อถือศีล และได้มีการจัดเตรียมเครื่องบูชา ที่จะนำไปทำบุญที่หอเเหย่เพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนาจากนั้นก็มีการเต้น “ปอยแตแว” หรือ “จะคึ” กันอย่างสนุกสนาน ถือกันว่าถ้าเต้นมากก็จะได้บุญมาก
ผู้ทำพิธีกรรมทางศาสนา
ผู้ไหว้ และบูชาขอพรสวดมนต์นั้นจะต้องเป็น “โตโบ” ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สอนศาสนา และเป็นสื่อกลาง ระหว่างชาวบ้านกับเทพเจ้ากือซา นอกจากนี้โตโบยังต้องปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาหอแหย่อีกด้วย เพราะเป็นคนที่มีความเมตตากรุณา และเป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับนับถือ การเป็นโตโบจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการสื่อสารจากเทพเจ้า หรือกือซาเข้าทรง ผู้เฒ่าในชุมชนเล่าว่าผู้ที่จะมาเป็น โตโบ ได้นั้นจะต้องมีบุคลิกดังนี้ เป็นคนที่มีความเมตา และชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยจะให้ความรักกับทุกคนในหมู่บ้าน และไม่เลือกที่ จะลำเอียงข้างใดข้างหนึ่ง เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ต่อตนเองและผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นในทั้งทางตรง และทางอ้อม เป็นคนที่มีจิตใจ กายที่บริสุทธิ์ ไม่ชอบการฆ่าสัตว์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และน้ำมึนเมาทุกชนิด การจะเป็นโตโบได้นั้นอยู่ที่เทพเจ้า หรือกือซาจะทรงร่างเท่านั้นถึงเป็นโตโบได้ หรือเป็นผู้นำศาสนาชาวลาหู่ในขณะที่บุคคลภายนอก มองไม่เห็นประโยชน์ของความเชื่อของชาวลาหู่ แต่กลับมองเป็นความเชื่อที่งมงาย ไร้สาระ ลาหู่ซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ ซึ่งยังคงเหนียวแน่น ในวิถีชีวิตที่บรรพบุรุษสร้างสมกันมา และถ่ายถอด ไว้ป็นมรดกของเผ่าพันธุ์ อาจกล่าวได้ว่าชาวเขาทั้งหมด ลาหู่เป็นชาวเขาที่สม่ำเสมอ ในขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาของตนเองมากที่สุด คนลาหู่จะเชื่อฟังคำสั่งสอน ของผู้นำศาสนา มีการไปชุมนุมกันที่หอแหย่ ทุกวันขึ้นและแรม 15 ค่ำ เพื่อการทำพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากเป็นวันศีล มีการรดน้ำเพื่อล้างบาปในตอนเย็น และตอนค่ำก็จะมีการเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน
ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม
มูเซอนับถือผี มีบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันก็มีการนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์ มากขึ้น มีความเชื่อที่มีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการดำรงชีวิต การเกิด เจ็บ ตาย บุคคลที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านมากที่สุด ได้แก่ พ่อครู หรือปู่จอง การตัดสินเรื่องสำคัญๆของหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านและทุกคนจะต้องฟังความคิดเห็นของ พ่อครูเป็นหลัก ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านกับพ่อครูอาจจะเป็นคนเดียวกัน ที่เป็นผู้นำทางพิธีกรรมเป็นผู้ทำนายทายทัก รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพรหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น พื้นฐานความเชื่อของลาหู่นี้จะนับถือพระเจ้า หรือ(อื่อซา) ชาวลาหู่มีความเชื่อเรื่องภูต ผี ขวัญ วิญญาณ ผสมผสานไปด้วยกัน
ความเชื่อเรื่องพระเจ้า (อื่อซา)
ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ให้กำเนิดโลกและความดีทั้งปวง การบูชาสวดอ้อนวอน อื่อซา ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะบันดาลให้ทุกคนสมบูรณ์พูนสุข ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ อย่างเช่นเทศกาลปีใหม่ หรือกินวอ (เขาะจาเว) ช่วงปลายเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ทุกหลังคาเรือน ทุกกลุ่มบ้าน หรือหมู่บ้านก็ต้องทำการบูชา และสวด ผลผลิตที่ได้ในรอบปีนั้นๆ ให้กับ อื่อซา เพื่อได้รับประทาน และได้รับรู้ รับทราบ บวกกับขอโชคลาภในปีต่อไป เช่น ในปีนี้ผลผลิตได้เท่านี้ทำถวายให้ท่านอื่อซา หนึ่งถ้วย - จาน ท่านอื่อซารับประทาน และได้รับรู้ ปีหน้าขอผลผลิตให้ได้ เก้าเท่า เก้าถ้วย - จาน เป็นต้น
ความเชื่อเรื่องผี
ผีนั้นชาวลาหู่เชื่อว่ามีอยู่ทั่วไปแต่มีทั้งผีดี และร้าย ตั้งแต่ในเรือนไปจนทั่วบริเวณหมู่บ้าน เช่น ผีหมู่บ้าน ผีเรือน เป็นผีที่คอยให้ความคุ้มครอง ส่วนผีน้ำ ผีป่า ผีดอยและผีอื่นๆ ที่อยู่นอกบ้าน ถือเป็นผีร้ายที่ให้โทษต่อคน ตัวอย่าง เช่น ผีบ้าน ผีเรือน ที่ชาวไทยเรียกว่าศาลพระภูมิ หรือเจ้าที่ในหมู่บ้านก็่ช่วยคู้มครองสมาชิก ในครอบครัวนั้นๆ เช่นกับชาวไทยพุทธ ผีป่า หรือเจ้าที่เจ้าทางในป่า เหมือนกันในเมื่อคนเข้าไปทำสิ่งไม่ดีให้กับสถานที่ๆ นั้น หรือที่ชาวไทยเรียกว่าลบหลู่ผีป่า ผีเขา หรือเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่ ที่แห่งนั้น มันก็จะทำคนคนนั้นมีอันเป็นไป และถ้าคนคนนั้นรู้ตัวเองว่าได้กระทำผิดไว้ แล้วได้ไปลบหลู่ที่แห่งนั้น แล้วก็จะไปหาหมอผีมาแก้บน หรือทำพิธีตามความเชื่อชาวลาหู่เกี่ยวกับผี
ความเชื่อเรื่องวิญญาณ หรือขวัญ
วิญญาณ หรือขวัญ เป็นภาคจิตของร่างกาย คล้ายกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ของคนไทย หากวิญญาณออกจากร่าง หรือถูกผีร้ายกระทำ เจ้าของร่างกายจะเจ็บป่วย ความเชื่อชาวลาหู่ ขวัญ วิญญาณ คือช่วงที่คนไม่ค่อยมีแรง ไม่สบายบ่อยๆ ครั้งนั้น ชาวลาหู่ก็จะไปหาโตโบ ชึ่งที่เป็นผู้นำทางศาสนา ทำพีธีไสยศาสตร์จุดเที่ยนแล้วสวด กล่าวตามวิธีโตโบ โตโบทำเสร็จพิธี และรู้ว่าจะต้องทำอะไรชึ่งผู้ป่วยก็ถามว่า จะทำอย่างไร และจะต้องแก้ในด้านไหน แล้วโตโบก็จะตอบ และบอกตามจริงที่ได้รับคำสั่ง จากเบื้องบนให้กับคนที่ไม่สบาย รับรู้ และให้กลับไปแก้ตามจริงที่โตโบบอก เช่น ช่วงนี้บุญมีไม่มากแล้วนะ และขวัญหาย วิญญาณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วผู้ป่วยหรือผู้ไม่สบายก็ต้องรีบหาหมอผี ทำพิธีแก้สิ่งเหล่านี้ การทำพิธีมีดังนี้ พิธีเล็กๆ ทำพิธีหา บุญูก็จะมีไก่ก็ได้ หมูก็ได้ พิธีเล็กๆ ก็ไก่ พิธีใหญ่ๆ ก็หมูได้ นำหมู - ไก่มาฆ่าเลี้ยงให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน เพื่อที่จะขอบุญคนในหมู่บ้าน และคนในหมู่บ้านก็ผูกข้อมือ และอวยพรให้กับคนไม่สบายคนๆ นั้น

ขวัญ ถ้าขวัญหายชาวลาหู่ก็จะมีวิธี เช่น ชาวลาหู่รู้ว่าขวัญหาย ก็จะหาไก่หนึ่งตัว เพื่อที่จะนำมาทำพิธีเรียกขวัญตามวิธีชาวลาหู่ ขวัญกลับมาหรือยังอย่างไรนั้นต้องฆ่าไก่ ตัวที่ทำพิธีแล้วก็มาทำ กินกันเองในกลุ่มหมอผี หรือผู้เฒ่าเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พอกินเสร็จหมอผี หรือผู้เฒ่า ผู้แก่ก็จะดูที่กระดูกไก่ ก็จะรู้ว่าขวัญกลับมาหรือยัง ก็จะรู้ทันที
ความเชื่อเกี่ยวกับที่มาของฝิ่น
มีเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นามะ เธอยังไม่ได้แต่งงาน ภายหลังมาเธอได้เสียชีวิตลง ชาวบ้านจึงได้นำศพไปฝังไว้หลังหมู่บ้าน พอหลายวันผ่านไป ก็ได้มีต้นฝิ่น และต้นยาสูบขึ้นบริเวณที่ฝังศพของผู้หญิงคนนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ โดยต้นฝิ่นขึ้นตรงบริเวณหน้าอกของผู้หญิง และต้นยาสูบขึ้นบริเวณอวัยวะเพศของผู้หญิงคนนั้น จากนั้นมาชาวลาหู่ก็เริ่มสูบฝิ่นกันมาก หรือถ้าใครสูบยาสูบก็จะเป็นที่รังเกียจของสังคม และจะยกย่องคนที่สูบฝิ่น
ความเชื่ออื่นๆ
- ไม่ควรนำผ้าถุงของผู้หญิงติดไปในการไปล่าสัตว์ เพราะจะทำให้เกิดการมั่ว และยิงคนผิดได้
- ห้ามผู้หญิงจับอาวุธ เช่น อุปกรณ์ล่าสัตวต่างๆ ของผู้ชาย เพราะจะทำให้อาวุธนั้นไม่แม่นเวลาไปล่าสัตว์
การแต่งกาย
ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าลาหู่ หรือ มูเซอ
ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าลาหู่ หรือ มูเซอ
ชาวลาหู่ในแต่กลุ่มมีเครื่องแต่งกายที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวในด้านสีสัน และผ้าของลาหู่ใช้ผ้าสีดำ หรือผ้าสีฟ้าและสีแดง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าลาหู่กลุ่มใด และตกแต่งด้วยผ้าหลายสีเป็นลวดลายสวยงาม รูปแบบของเสื้อลาหู่จึงแตกต่างกันไปตามกลุ่ม แต่ทุกกลุ่มจะนุ่งซิ่นเช่นเดียวกัน รูปแบบของเสื้อผู้หญิง จะเป็นเสื้อแขนยาวตัวสั้นแค่เอว ตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและเครื่องเงิน สำหรับเสื้อผ้าของผู้ชายลาหู่ ทั้งเสื้อและกางเกงจะใช้ผ้าสีดำและใช้ผ้าสีต่างๆ ลวดลายที่สวยงามเหมือนของผู้หญิง

ชาวลาหู่ในสมัยก่อนเวลามีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็จะมีการสวมใส่ชุดประจำเผ่าเสมอ แต่มาถึงปัจจุบัน การใส่ชุดประจำเผ่าในชนเผ่าลาหู่เริ่มหาดูได้ยาก เนื่องจากการพัฒนาของสังคมเมือง ทำให้ค่านิยมในการใส่เสื้อเปลี่ยนไป หันไปใส่เสื้อผ้าแบบทันสมัยใหม่ เช่นกางเกงยีนต์ เสื้อยีนต์เป็นต้น เพราะว่ามีการวางขายตามร้านทั่วไป ส่วนชุดชนเผ่าหาได้ยาก อีกอย่างสังคมไม่ยอมรับ เมื่อใส่ชุดชนเผ่าเข้าในเมือง กลับถูกมองเหมือนตัวประหลาดตัวหนึ่ง จึงทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบใส่ชุดประจำเผ่ากัน เพราะว่าอายคนในเมืองและ บางคนคิดว่าเขามีการพัฒนาพอที่จะแยกแยะออกว่า ควรใส่ช่วงเวลาไหนและไม่ควรใส่ช่วงเวลาไหน
ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย
ลักษณะการแต่งกายของผู้ชายคือสวมใส่เสื้อแขนยาวสีดำ ประัดับด้วยเม็ดโลหะเงินและลายปักต่างๆ ส่วนกางเกงใช้สีดำ สีเขียว สีฟ้า เย็บปักด้วยมือที่สวยงาม
มูเซอแดง: จะสวมเสื้อสีดำ ผ่าอกกลาง กระดุมโลหะเงิน หรือกระดุมเปลือกหอย กางเกงจีนสีดำหลวมๆ ยาวลงไปแค่เข่าหรือใต้เข่าเล็กน้อย
มูเซอดำ: จะสวมกางเกงขาก๊วยสีดำ เสื้อสีน้ำเงินแขนยาวผ่าหน้าป้ายข้าง สั้นแค่บั้นเอว
ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง
ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิงคือสวมใส่เสื้อแขนยาว สวมผ้าถุงยาวถึงข้อเท้า ตกแต่งด้วยแถบผ้าสีต่างๆและ มีเม็ดอลูมิเนียมเล็กๆ เย็บติดเสื้อ และมีสวดลายต่างๆ แปะติดไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างสวยงาม
มูเซอแดง: จะสวมเสื้อตัวสั้นสีดำ แขนยาว ผ่าอก ติดแถบผ้าสีแดงที่สาบเสื้อ รอบชายเสื้อและแขน ตกแต่งเสื้อด้วยกระดุมเงิน ส่วนผ้าซิ่นใช้สีดำเป็นพื้น มีลายสีต่างๆ สลับกันอยู่ที่เชิงผ้าโดยเน้นสีแดงเป็นหลัก
มูเซอดำ: จะแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงครึ่งน่อง ผ่ากลางตลอดตัวขลิบชายเสื้อและตกแต่งตัวเสื้อด้วยผ้าสีขาว นุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำ โพกศีรษะด้วยผ้าดำยาว และปล่อยชายผ้าห้อยไปข้างหลังยาวประมาณ 1 ฟุต ปัจจุบันใช้ผ้าเช็ดตัวโพกศีรษะแทน ใช้ผ้าสีดำพันแข้ง
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีลาหู่ เช่น กลอง ฉิ่งฆ้อง แคน ลาหู่มีความชำนาญในเรื่องพวกนี้มาก ใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือช่วงมีการเต้นรำในหมู่บ้าน และใช้ในวันศีล
เครื่องดนตรีประเภทดีด
ซึง (เต่อสื้อโก่ย): หนุ่มๆ มักเล่นในช่วงอยู่ที่บ้าน หนุ่มจะ้ดีดเป็นเสียงเพลง แล้วสาวๆ ได้ยินเสียงเพลงไพเราะก็จะมาหาหนุ่ม แล้วสาวนั่งฟังอย่างลึกซึ่งจากเสียงเพลงของหนุ่ม เล่นได้ตลอดไม่เกี่ยวกับพิธี และประเพณีใดใด
เครื่องดนตรีประเภทตี
กลอง (จะโก): จะใช้ตีในเฉพาะพิธีกรรมเท่านั้น เช่น ใช้ตีช่วงปีใหม่เป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาก็ใช้ในวันศิลชาวลาหู่จะมีวันศีลเดือนละ 2 ครั้ง คือ ในเดือนขึ้น กับเดือนลง หรือขึ้น 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำทุกเดือน
เครื่องดนตรีประเภทเป่า
แคน (หน่อ): ส่วนใหญ่แล้วมักใช้ในงานปีใหม่ แต่ก็ใช้เป่าทั่วไปด้วยเช่นกัน

จิ๊งหน่อง (อ้าทา): จิ๊งหน่องเช่นเดี่ยวกันกับขลุ่ยเล่นได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องเล่นช่วงเทศกาล

ขลุ่ยไม้ไผ่ (แล้กาชุ่ย): ทำขึ้นได้อย่างง่ายจากไม้ไผ่ จากใช้เป่าในช่วงไปทำไร่ หรือในช่วงเดิมทางไปเที่ยวตามหมู่บ้าน เช่น ไปเที่ยวสาวๆ ขลุ่ยของลาหู่แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ แบบ 1 รู, 2 ร,ู 4 รู และ 5 รู

ขลุ่ยต้นข้าว (แล้ลู): แล้ลูจะคล้ายกับการทำแล้ก่าชุ่ย แต่ต่างกันตรงที่วัตถุดิบ ซึ่งแล้ลูจะใช้ต้นข้าวทำแทนไม้ โดยต้นข้าวจะต้องมีข้อต่อของต้นข้าวติดมาด้วย 1 ข้อ และจะต้องทำลิ้นด้วยเพื่อให้เกิดเสียงจะมีเล่นก็ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวเท่านั้นที่จะมีให้เล่นกัน

เป่าใบไม้ (อ้าผะเม้อเว): ใบไม้ชนิดนี้เป่าเป็นเสียงเพลงได้ หนุ่มสาวจะเล่นในช่วงก่อนเทศกาลฉลองปีใหม่ หรือโอกาสอื่นๆ เสียง (อ้าถ่า) เป็นเพลงแสดงถึงความสนใจฝ่ายตรงกันข้าม เป่าได้ทุกเมื่อถ้ามีความสามารถในทางด้านเป่าใบไม้ก็เล่นได้ ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมใดใด