เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
ข้อมูลทั่วไป
ชนเผ่าลีซู (ลีซอ)
ชนเผ่าลีซู (ลีซอ)
ลีซูเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มธิเบต-พม่า ของชนชาติโลโล ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชนเผ่าลีซูอยู่บริเวณต้นน้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน อยู่เหนือหุบเขาสาละวินในเขตมณฑลยูนนานตะวันตกเฉียงเหนือและตอนเหนือของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า ชนเผ่าลีซูส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อ 4,000 ปี ที่ผ่านมา เคยมีอาณาจักร เป็นของตนเอง แต่ต้องเสียดินแดนให้กับจีนและกลายเป็นคนไร้ชาติต่อมาชนเผ่าลีซู จึงได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่รัฐฉานตอนใต้ กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขาในเมืองต่างๆ เช่น เมืองเชียงตุง บางส่วนอพยพไปอยู่เขตเมืองซือเหมา สิบสองปันนา ประเทศจีน หลังจากนั้นได้อพยพลงมา ทางใต้เนื่องจากเกิดการสู้รบกันระหว่างชนเผ่าอื่น นับเวลาหลายศตวรรษ ชนเผ่าลีซูได้ถอยร่นเรื่อยลงมา จนในที่สุดก็แตกกระจายกัน เข้าสู่ประเทศพม่า จีน อินเดีย แล้วเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2464 กลุ่มแรกมี 4 ครอบครัว มาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนครั้งแรกอยู่ที่บ้านห้วยส้าน อ.เมือง จ.เชียงราย อยู่ได้โดยประมาณ 5-6 ปี ก็มีการแยกกลุ่มไปอยู่หมู่บ้านดอยช้าง ทำมาหากินอยู่แถบ ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ชาวลีซู ถึงเรื่องราวการอพยพว่า ได้อพยพมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ ของเมืองเชียงตุงประเทศพม่า เข้ามาตั้งถิ่น ฐานอยู่ที่บ้านลีซูห้วยส้าน อ.เมือง จ.เชียงราย และโยกย้ายไปตั้งบ้านเรือน ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก พะเยา กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ แพร่และสุโขทัย ลีซูไม่มีภาษาเขียนของตนเองลีซูแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ลีซูลายกับลีซูดำ ชาวลีซูที่อยู่ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดเป็นลีซูลาย ส่วนลีซูดำนั้นอยู่ พม่า จีน
ภาษา
ลีซอ อยู่กลุ่มเดียวกับ มูเซอ และอาข่า เรียกว่าโลโล กลุ่มโลโลมีความสัมพันธ์กับภาษาพม่ามีภาษาพูดในกลุ่มหยี (โลโล) ตระกูลธิเบต-พม่า 30% เป็นภาษาจีนฮ่อ ไม่มีภาษาเขียนของตนเอง แต่สำหรับ ลีซูอที่นับถือเป็นคริสเตียน ได้ใช้อักษรโรมันมาดัดแปลงเป็นภาษาเขียนของชนเผ่า มีลักษณะการสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า

การใช้ภาษาลีซูนั้นการสื่อสารและการพูดมากกว่า สำเนียงคำพูดของลีซูนั้น เสียงสั้นและสูง หรือบางคำก็ยาว พูดกับเด็กเล็กที่กำลังฝึกพูด จะใช้ภาษาพูดอีกแบบหนึ่ง เช่น ด่าด๋า คือ การยืน ส่วนใหญ่เป็นภาษาที่เด็กสามารถพูดหรือ เอ่ยขึ้นมาเองตามธรรมชาติของเด็ก โดยไม่จำเป็นต้องสอนให้เด็กพูด ชนเผ่าลีซูมีความเชื่อกันว่า การร้องไห้และการหัวเราะของเด็กนั้น เหมือนกับเป็นวาจาที่เด็กพูดเอง โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องสอนให้พูด เช่น การร้องไห้ของเด็กก็เหมือนกับการพูดหรือบอกตนเองว่าตอนนี้ ฉันมีความรู้สึกไม่พอใจ หิว ไม่สบาย เป็นต้น
วิถีชีวิต และลักษณะบ้านเรือน
วิธีชีวิตด้านการละเล่น
ชนเผ่าลีซู มีวิถีชีวิตด้านการละเล่นแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ได้แก่

การเล่นแบบทำไร่ทำสวน: การเล่นก็จะมีสองคนที่เป็นพ่อและแม่ นอกจากนั้นจะเป็นลูกหลาน เด็กที่เล่นพ่อและแม่จะสอนลูกในการทำมาหากินหรือรู้จักชีวิตที่ดี เล่นเป็นหลายๆ ครอบครัว อีกครอบครัวหนึ่งเป็นแม่ค้าขายของ มีการไปไร่ทำงานและจะมีการแบ่งไร่ ไร่ใครไร่มันอยู่ห่างกันนิดเดียว ทางเดินที่จะไปไร่ทำเป็นแนวจากหมู่บ้าน พอไปถึงไร่มีการทำท่าแสดงถึงการทำงาน คือ มีการถางหญ้าทำเหมือนกับผู้ใหญ่ถางหญ้าจริงๆ โดยใช้ไม้มาทำเป็นอุปกรณ์ในการทำไร่ เช่น จอบ มีด พอสักพักมีการกินข้าวเที่ยงและมีการพักผ่อน บางทีตอนกลางวันมีการร้องเพลงโต้ตอบกันระหว่างหนึ่งไร่กับอีกไร่หนึ่ง ที่อยู่ติดกัน ตอนเย็นมีการหาผัก และหาใบตองกลับบ้านเพื่อเป็นอาหาร พอไปถึงบ้านผู้หญิงทำกับข้าว ส่วนผู้ชายผ่าฟืนให้ผู้หญิง มีการตำข้าว กินข้าวเสร็จนอน ตอนเช้ามีการทำเสียงไก่ขัน เริ่มทำอาหารเช้าและไปไร่เหมือนวันก่อน มีการทำพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเรียกขวัญให้เด็ก การตั้งชื่อให้เด็ก การละเล่นนี้ทำให้รู้ถึงการทำมาหากินของเด็ก

การเล่นแบบต่อคำ: เป็นการเล่นต่อคำที่เน้นความสนุกสนาน เพลิดเพลิน โดยลักษณะการเล่นจะเล่นเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไปไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น โดยกลุ่มที่ 1 จะเป็นผู้เริ่มคำถามก่อนและกลุ่มที่ 2 จะเป็นฝ่ายตอบคำถาม
ลักษณะบ้านเรือน
ลักษณะบ้านแบบคร่อมดิน: ลักษณะของบ้านแบบปลูกคร่อมดินนั้น มักจะปลูกในพื้นดินที่เรียบเสมอกัน ส่วนวัสดุการก่อสร้างใช้ไม้ไผ่ ยกเว้นเสาบ้านที่ต้องใช้ ไม้เนื้อแข็งเพื่อความมั่นคง ส่วนฝานั้นกั้นด้วยฟากแบบสานขัดแตะ ส่วนหลังคามุงด้วยหญ้าคา ตัวบ้านจะไม่มีหน้าต่างมีประตูเข้าด้านหน้าด้านเดียว ภายในค่อนข้างจะมืด ส่วนบริเวณลานบ้านด้านนอกจะเป็นที่ตั้งครก กระเดื่องสำหรับตำข้าวประจำบ้าน และหลังบ้านจะเป็นเล้าไก่หลังเล็กๆ สำหรับไก่ที่เลี้ยงไว้ สร้างแบบยกพื้นมีหลังคาคลุมที่นอนของไก่ และมีรังไข่ ลักษณะ และรูปแบบในการสร้างบ้านของลีซูนั้น แบบเดียวกับอาข่า เพราะคำนึงถึงประโยชนใช้สอย ดังนั้นการสร้างบ้านในลักษณะนี้กันทั้งฝน และลมหนาวได้ดี

ลักษณะบ้านยกพื้น: ปกติบ้านของลีซูโดยทั่วไปจะสร้างคร่อมดิน แต่ก็มีบางหมู่บ้านที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลาดเขาพื้นที่ราบมีน้อย การปลูกสร้องบ้านจึงจำเป็นต้อง ยกพื้นเพื่อให้เหมาะกับสภาพของพื้นที่ และใต้ถุนก็จะเป็นผลพลอยได้ซึ่งใช้ประโยรน์ได้หลายอย่าง เช่น เป็นที่ตั้งครกกระเดื่องตำข้าว ที่เก็บฝืน และที่ตั้งเล้าไก่ ส่วนหน้าบ้านก็จะเป็นที่นั่งพักผ่อน และอาบแดดช่วงเช้าในยามหน้าหนาว ส่วนบันไดทางขึ้นนั้นจะอยู่ด้านของชานด้านใน ไม่มีหน้าต่าง มีประตูเข้าออกทางเดียว บ้านลีซูโดยทั่วไปไม่มีรั้ว ปลูกโล่งๆ เรียงรายกันทั้งหมู่บ้าน

ในการสร้างปลูกบ้านแต่ละหลังของชาวลีซูนั้นก็มีวิธีการแบบเดียวกับอาข่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็ก หรือหลังใหญ่จะสร้างเสร็จภายในวันเดียวโดยใช้เวลาช่วงเช้าถึงเย็นเท่านั้น ที่สามารถปลูกสร้างกันได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เพราะจะช่วยกันสร้าง หรือใช้วิธีเดียวกับการลงแขกเกี่ยวข้าว ช่วยกับลงมือลงแรงพร้อมๆ กันโดยเจ้าบ้านจะเตรียมวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ เสา ฟาก หญ้งคา และอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อย พอถึงเวลาก็ลุยกันไม่เสร็จไม่เลิก ทางฝ่ายเจ้าบ้านที่เป็นสตรีก็มีหน้าที่เตรียมกับข้าว และเหล้าเลี้ยงผู้ที่มาช่วยสร้างบ้าน พิธีที่สำคัญที่จะละเลยกันไม่ได้ในการปลูกบ้าน คือการทำพิธีเสี่ยงทายอธิษฐานเสียก่อน ใช้ไม้วัดอาณาเขตที่จะปลูกบ้านสีทิศแล้ว นำข้าวสารจำนวนหนึ่งใส่ในถ้วย แล้วยกขึ้นจบอธิษฐานขออนุญาตต่อผีป่า ผีดอย ผีเจ้าที่เจ้าทาง เสร็จแล้วจึงหยิบข้าวสารโรยลงไปในหลุมขุด และเปิดดู หากเม็ดข้าวสารในหลุมยังอยู่เป็นระเบียบเหมือนเดิม ก็แสดงว่าผีเจ้าที่เจ้าทางอนุญาต ถ้าหากว่าเม็ดข้าวในหลุมเกิดกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเหมือนกับตอนที่โรยที่แรก แสดงว่าผีเจ้าที่เจ้าทาง ผีป่า และผีดอยท่านไม่อนุญาต
วัฒนธรรมประเพณี
ประเพณีการแต่งงาน
ชายลีซูไม่ว่าคนใดจะต้องไม่แต่งงานกับสตรีที่เขาเรียกว่า “จิจิ” หรือญาติ นั้นคือ พี่สาว หรือน้องสาวร่วมตระกูล หรือแม้แต่ลูกของน้าก็แต่งไม่ได้แต่งได้กับลูกสาวของอา และไม่ใช่ตระกูลเดียวกัน

การเลือกคู่: หนุ่มสาวลีซูหาคู่กันรอบๆ ครกตำข้าวนั้นเอง ยามค่ำสาวๆ จะชุมนุมกันตำข้าวไว้หุง ในวันรุ่งขึ้นเป็นโอกาสให้หนุ่มๆ ไปอาสาช่วยตำ แล้วปากต่อปากคำ หยอกเย้าเกี้ยวพา พอสาวหยุดพักหนุ่มก็พาคนที่ถูกใจไปนั่งพร่ำพรอดกัน โดยบางคู่ก็ถึงขั้นแลกกำไล หรือสัญลักษณ์เสน่หาอื่นๆ ซึ่งต่างฝ่ายก็จะพกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อแนบในหัวใจ บ่อยครั้งการเกี้ยวพาจะทำกันอย่างครึกครื้นเมื่อถึงเวลาทำงานในนา หรือในไร่ สาวจะส่งข่าวไปนัดหมายหนุ่มๆ ว่าวันนี้จะไปนาไหนแล้วทั้งสาว ทั้งหนุ่มก็แต่งตัวชุดใหญ่ไป “เล่นเพลง” กันนั่นคือ แม่เพลงว่าบาทแรก แล้วลูกคู่ก็ร้องรับกันทั้งหมู่จนจบบท แล้วพ่อเพลงก็ตอบบาทแรกให้ลูกคู่ก็รับจนจบบท โต้กันไปโต้กันมาด้วยความหมายเกี้ยวพา ทั้งลูกล่อลูกชน เป็นต้น ด้วยเพลง “เดือนหกฝนตกแค่พรำๆ พอเดือนเก้าฟ้าจะล่มเสียให้ได้ เมื่อเดือนหกอกพี่ก็แค่เสียวๆ ตกเดือนเก้าราวกับเคียวกรีดหัวใจ...” ฝ่ายใดติด หรือจนให้อีกฝ่ายเอาไปต่อเองได้ เป็นอันว่าแพ้เด็ดขาดจบเกมในวันนั้น ข่าวก็จะแพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้านทำให้ฝ่ายแพ้เสียหน้าไปไม่น้อย ครอบครัวของทั้งสองฝ่าย มักจะรู้อยู่ว่าลูกชาย ลูกสาวชอบกันถึงเวลาคราวมีคู่ได้แล้ว ลีซูเปรียบเทียบชายเหมือนลำต้น และกิ่งไม้ ส่วนผู้หญิงเหมือนใบ เมื่อลำต้นรู้สึกว่าใบกำลังจะถูกแย่งชิงไปก็จำเป็นจะต้องป้องกัน

พิธีแต่งงาน: ชนเผ่าลีซูนั้นจะเข้าพิธีแต่งงาน โดยค่าสินสอดของหญิงสาว และค่าน้ำนมจะมอบให้กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว ค่าตัวสาวลีซูจะค่อนข้างแพง อาจแพงกว่าสาวบางเผ่า ค่าตัวสาวลีซู ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป สาเหตุที่ค่าตัวหญิงสาวค่อนข้างแพงนั้น เพราะว่าเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงจะต้องไปอยู่กับทางฝ่ายชาย และจะต้องช่วยทำงานทุกสิ่ง ทำทุกอย่างทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ทำงานค่อนข้างจะหนัก สำหรับเงินค่าตัวของฝ่ายหญิงนั้น ทางพ่อแม่ของฝ่ายชายจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด
ประเพณีปีใหม่ (โข่เซยี่ย)
จัดขึ้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของเดือนลีซู ซึ่งลีซูเรียกเดือนนี้ว่า “โข่เซยี่ยอาบา” เป็นวันที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวลีซู เพราะเชื่อว่าเป็นวันที่เริ่มต้นสำหรับชีวิต และสิ่งใหม่ ให้สิ่งเก่าๆ ที่ไม่ดีหมดไปพร้อมกับปีเก่า จึงต้องมีการเฉลิมฉลองด้วยการทำพิธีกรรม และจัดงานรื่นเริง เช่น การทำบุญศาลเจ้า และเทพเจ้าต่างๆ ของชาวลีซู การขอศีลพรจากเทพเจ้าและผู้อาวุโส การร้องเพลง การเล่นดนตรี และการเต้นรำ เป็นต้น ก่อนวันปีใหม่ 1 วัน หรือวันสุดท้ายของเดือน “หลายี” (เดือน 12) จะมีการตำข้าวปุ๊ก หรือเรียกว่า “ป่าปาเตี๊ยะ”

สำหรับกิจกรรมและพิธีกรรมต่างๆ ที่ทำในวันนี้คือ นึ่งข้าวเหนียว เพื่อตำข้าวปุ๊กในตอนเช้า เมื่อข้าวสุกแล้วก็นำข้าวเหนียวไปตำใน “ลูทูว” จนนุ่ม และโรยแป้งหรืองา เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวติดมือ และปั้นเป็นก้อนพอประมาณ ใส่ลงไปในใบตองที่เตรียมไว้ โดยทบไปตองไปมา หน้าละ 2 ก้อน จนกระทั่งใบตองหมดแผ่น จึงทำแผ่นใหม่เรื่อยๆ จนหมด ก่อนวัน “ป่าปาเตี๊ยะ” 1 วัน ตอนเย็นวันนั้น “มือหมือ” จะต้องเป็นคนแช่ข้าวเหนียวก่อน และจุดประทัดเป็นสัญญาณบอก จากนั้นชาวบ้านอื่นๆ จึงจะแช่ข้าวเหนียวได้ ช่วงเย็นต้องเตรียมต้นไม้ “โข่เซยี่ยและจึว” ซึ่งจะเลือกเอาจากต้นไม้ที่มีลักษณะงาม ลำต้นเรียวยาว สูงประมาณ 1.5 เมตร โดยนำต้นไม้มาปักกลางลานบริเวณบ้าน จากนั้นนำ “ป่าปา” และเนื้อหมูหั่นยาวประมาณ 6-7 นิ้ว “ซาซือ” แขวนที่เสา และจุดธูป 2 ดอก และมีการเตรียมไข่ต้ม และเส้นด้ายยาวขนาดที่จะมัดที่คอหรือข้อมือได้ เท่ากับจำนวนสมาชิกในบ้าน ผู้อาวุโสในบ้าน (จะเป็นผู้ชาย) เป็นผู้ทำพิธีเรียกขวัญ “โชวฮาคูว” โดยการเอาไข่ต้มทั้งหมด และเส้นด้ายที่จะใช้มัดวางขนถ้วยที่ใส่ข้าวสุกที่วางบนผ้าอีกชั้นหนึ่ง ไปยืนเรียกขวัญที่หน้าประตูบ้านเมื่อทำพิธีเสร็จ จึงทำการผูกด้ายสายสิญจน์ และให้ไข่ต้มแก่สมาชิกคนละใบเพื่อให้ขวัญ
พิธีเซ่นไหว้เทพ (หงั่วฮาหวู่)
มีขึ้นในวันที่ 5 เดือน “หงั่วฮา” (เดือน 5 ของลีซู) ในวันนี้จะมีการทำพิธีเซ่นไหว้เทพ “อาปาโหม่” และมีการพัฒนาศาลเจ้า ตลอดจนมีการขอศีลขอพรจากเทพอาปาโหม่ เพื่อให้พืชผักเจริญอกงาม เชื่อกันว่าหากเพาะปลูกพืช ผัก ในวันนี้จะทำให้พืชผักเจริญงอกงามมาก แม้แต่การหายาสมุนไพรก็ตาม เชื่อกันว่าในวันนี้ตัวยาจะมีฤทธิ์แรง สามารถรักษาโรคได้ดีกว่าวันอื่นๆ
พิธีขอบคุณเทพ (ฉวือแป๊ะกั๊วะ)
มีขึ้นในวันที่ 12-14 เดือน 7 “ซยี่ฮา” เป็นพิธีแสดงความขอบคุณเทพเจ้า ที่ช่วยดูแลรักษาพืชพรรณธัญญาหารของชุมชน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เจริญเติบโตจนได้ผลผลิต ในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา พิธีกรรมจะไม่เหมือนกัน เพราะว่าแต่ละตระกูลจะมีรายละเอียดของการประกอบพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน โดยรวมๆ แล้วในวันแรกจะมีการนำผลผลิต พืชผลต่างๆ เช่น กล้วย แตงกวา ข้าวโพด อ้อย และดอกไม้ต่างๆ มาประดับประดาบนหิ้งบูชาบรรพบุรุษ และทำพิธีสวดบทสักการะแก่เทพต่างๆ ซึ่งในเทศกาลนี้ทุกบ้าน จะต้องทำความสะอาดบ้านและร่างกายของตัวเอง เพื่อเป็นสิริมงคลกับบ้าน และตนเอง ไม่มีการไปทำงานหรือทำธุระนอกบ้าน หากไม่จำเป็น จากนั้นในวันที่ 3 จึงนำพืชผล และดอกไม้ต่างๆ ออกจากหิ้งบูชา ตอนเย็นเปลี่ยนน้ำและจุดธูป อันเป็นว่าจบพิธี
ซ่อมแซมศาลเจ้า (เฮ้อยี่ปา)
จะจัดขึ้นในวันที่ 7 ของเดือน “เฮ้อยีปา” (เดือน 2 ของลีซุ) พิธีจัดขึ้นที่ศาลเจ้า “อาปาโหม่" โดยมีการทำพิธีเซ่นไหว้ “อาปาโหม่" และพัฒนาศาลเจ้า เมื่อเสร็จแล้วมีการกินข้าวร่วมกัน ร้องเพลงและเต้นรำตลอดจน มีการเสวนาแลกเปลี่ยนต่างๆ กัน ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีนี้จะมีแต่ผู้ชายเท่านั้น เพราะถือว่า “เฮ้อยีปา” เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ของผู้ชาย มีเรื่องเล่ากันว่าในอดีตช่วงที่มีเทศกาลปีใหม่นั้น ผู้ชายทั้งหลายต้องออกไปสู้รบกัน เหลือแต่ผู้หญิงที่อยู่ร่วมพิธีในวันปีใหม่ ดังนั้นหลังปีใหม่ 1 เดือน พวกผู้ชายได้กลับมา และได้จัดงานปีใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็นการทดแทน
พระประจำหมู่บ้าน (หมื่อหมื้อผะ)
หมื่อหมื้อผะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน จะเป็นผู้ดูแลศาลเจ้า "อาปาโหม่" และเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของลีซู ตลอดจนเมื่อถึงวันสำคัญต่างๆ หมื่อหมื้อผะก็จะไปรับการปรึกษาจากบรรดาผู้สูงอายุในหมู่บ้าน สำหรับหน้าที่ของหมื่อหมื้อผะ คือทุกๆ 15 วัน ในขึ้น 15 ค่ำ หรือ แรม 15 ค่ำ เป็นวันศีลหรือวันหยุดงานของลีซู หมื่อหมื้อผะจะต้องไปทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถี่หิ้งที่อาปาโหม่ และจุดธูป เปลี่ยนน้ำ แล้วก็บอกกล่าวให้อาปาโหม่รับรู้ว่าวันนี้เป็นวันศีล ขอให้อาปาโหม่ช่วยเมตตาดูแลคุ้มครองบรรดาลูกหลาน และสัตว์เลี้ยงทั้งหลายในหมู่บ้านเถอะ
เอ้อยี่ปา
จะมีขึ้นหลังจากปีใหม่ผ่านไปประมาณเดือนกว่าๆ พิธีนี้มีเพียง 1 วัน 1 คืน เท่านั้นจะมีการเซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษในบ้านและผีบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน ตอนกลางคืนก็จะมีการเต้นรำกัน หน้าบ้านของผู้นำศาสนา (มือหมือผะ) จะไม่มีต้นไม้ปีใหม่ พิธีกรรมนี้ก็สำคัญมากสำหรับชาวลีซูเช่นกัน
กินข้าวโพดใหม่ ลีซู เรียกว่า “ชือแป๊ะกว๊ะ”
วันกินข้าวโพดใหม่จะอยู่ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ตรงกับกลางเดือน 7 ของลีซู จะมีวันสำคัญอยู่ 3 วัน ในหมู่บ้านทุกคนหลังคาเรือนจะต้องหยุดทำงาน (ยกเว้นผู้ที่นับถือคริสต์) จะมีการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษในบ้านและผีประจำหมู่บ้าน พิธีกรรมนี้ทุกหลังคาเรือนจะหาของเซ่นไหว้ คือ ข้าวโพด แตงกวา อ้อย ดอกไม้ พืชผักต่างๆ และธูป เทียน และมีการสวดบทขอบคุณผีบรรพบุรุษและเทพเจ้า ที่ช่วยดูแลพืชพันธ์ธัญญาหาร รวมถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ และคนในบ้านให้อยู่อย่างมีความสุขตลอดมา
วันศิล เรียกว่า“จื้อ”
วันศิลหรือวันอยู่กรรมของลีซู จะมีขึ้นทุกๆ 15 วันในรอบการนับวันของลีซู ซึ่งการนับ วันเดือนปีของลีซูนั้นนับตามปฏิทินจีน และวันศิลของลีซู คือวันที่ พระจันทร์เต็มดวงและพระจันทร์มืดมิด จึงเป็นวันศีล เป็นหน้าที่ของผู้นำศาสนา ประจำหมู่บ้าน (มือหมือผะ) ที่จะประกาศให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้า 1 วันว่า วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันศิล บอกให้ชาวว่าห้ามใช้ของมีคม เช่น มีด ขวาน จอบ เสียม ห้ามทำงานไร่,สวน นอกจากนั้นก็ห้าม ฆ่าหมู ไก่หรือสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิต วันศิลจะหยุดงาน 1 วัน อยู่ที่บ้านอยู่กับครอบครัว ส่วนผู้หญิงก็เย็บผ้าปักผ้า ส่วนผู้ชาย ทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆที่บ้าน
เซ่นไหว้หลุมศพ ลีซู เรียกว่า “หลี่ฮีชัว”
หลังจากปีใหม่ผ่านไปสักสองเดือนกว่าๆ พิธีนี้จะจัดขึ้น ณ สุสานหรือหลุมฝังศพ ลีซูมีการเซ่นไหว้ที่ ณ หลุมฝังศพ พิธีกรรมนี้จะทำการ 3 ครั้ง ทำทุกๆปี หลังจากนั้นเซ่นไหว้ครบ 3 ครั้งแล้ว ไม่ต้องทำแล้ว ลีซูมีความเชื่อว่าวิญญาณไปเกิดใหม่แล้ว ถ้าครอบครัวไหนอยากจะทำต่อสามารถทำได้ พิธีนี้ทำได้เฉพาะคนที่มีลูกชาย เช่น เวลาพ่อและแม่เสียชีวิตไป ลูกชายก็จะทำพิธี “หลี่ฮีชัว” ให้พ่อแม่ที่เสียไปแล้ว ถ้าครอบครัวไหนไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาวไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะผู้หญิงไม่สามารถทำพิธีกรรมได้ นอกจากผู้ชาย

การเซ่นไหว้ให้กับคนตายที่สุสาน หมอผี ลีซูเรียกว่า (หนี่ผะ) จะเป็นคนสวดบทบริเวณหลุมฝังศพ เพื่อให้ทราบว่าวันนี้มาทำพิธี และสร้างบ้านใหม่ให้ ก็จะมีการฆ่าหมูและไก่ ทำอาหารเลี้ยงแขกกันที่มาช่วยงาน ณ บริเวณหลุมฝังศพ มีการละเล่นกัน คือ ใช้โคลนหรือขี้หมิ่นก้นหม้อและก้นกะทะ ที่มีสีดำๆ มาทาหน้ากันและทาเสื้อผ้า ทั้งชายหญิงและผู้ที่ไปร่วมพิธีกรรม ลีซูมีความเชื่อว่า ถ้าใครไม่ทำหน้าสกปรกผีร้ายสามารถเอาชีวิตไปได้
ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม
ชาวลีซอส่วนใหญ่นับถือผี (เหน่) ควบคู่กับศาสนาคริสต์หรือศาสนาพุทธ ผีที่สำคัญมาก คือ ผีปู่ ตา ย่า ยาย ผีที่นับถือหรือเกรงกลัว คือ ผีที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่น ผีดอย ผีดิน ผีน้ำ ผีไร่ เป็นต้น การเรียกขวัญ เป็นความเชื่อด้วยด้านจิต วิญญาณ เพื่อความสุขสบายกายและใจ ทำต่อเมื่อคนในครอบครัวเจ็บป่วยบาดเจ็บ ส่วนการทำนายโชค จะใช้กระดูกไก่ทำนายโชคชะตาของเจ้าภาพและครอบครัว

ชาวลีซูนับถือผีบรรพบุรุษเป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ จะมีอยู่บ้างที่หันมานับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ การนับถือผีบรรพบุรุษยังคงพบเห็นในหมู่บ้านโดยทั่วไป เช่น จะมีผีประจำหมู่บ้าน ผีบ้าน ผีเรือน ผีหลวง ผีป่า ผีน้ำ ผีลำห้วย ผีต่างๆ อาจแบ่งออกเป็นผีดีและผีร้าย ผีดีเป็นผีที่ให้คุณแก่ชาวบ้าน เช่น ผีประจำหมู่บ้าน ผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน ผีเรือน ส่วนผีร้าย ได้แก่ ผีป่า ผีคนตายไม่ดี เช่น ถูกยิงตาย หรือคลอดลูกตาย ปัจจุบันคนภายในชุมชนยังมีกิจกรรม วัฒนธรรมและพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิมอยู่และปฏิบัติกันอยู่
หมอผีหรือในภาษาลีซูเรียกว่า "หนี่ผะ"
หนี่ผะจะเป็นคนหนุ่มหรือคนเฒ่าก็ได้ ไม่จำกัดอายุ แต่ผู้ที่ถูกเลือกจากผีบรรพบุรุษจะเป็นเฉพาะผู้ชายเท่านั้น แต่ละหมู่บ้านจะมีหนี่ผะ 1-2 คน ถ้าหมู่บ้านไหนไม่มี เมื่อต้องการทำพิธีเข้าทรงก็ต้องไปเชิญผู้ที่เป็นหนี่ผะมาำทำพิธีให้ มีหน้าที่ทำพิธีกรรมต่างๆ ในบ้านและในหมู่บ้าน ผู้ที่จะมาเป็นหนี่ผะได้นั้นจะต้องมีเหตุเกิดขึ้นในลักษณะที่ผีบรรพบุรุษต้องการจะเข้าทรงในร่างของบุคคลนั้นๆ โดยเอาจะมาเข้าฝันหรือมีอาการเจ็บป่วยบ่อยๆ ตัวสั่นและจะสวดบทเพลงโดยไม่รู้ตัว จิตจะอ่อนลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย เป็นต้น

เมื่อรู้ตัวว่าผีบรรพบุรุษจะมาเข้าทรง ลีซูมีความเชื่อว่า ถ้าบุคคลใดหลีกเลี่ยงด้วยการไม่ยอมเป็นหนี่ผะี ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงจำเป็นต้องเป็นหนี่ผะตามความประสงค์ของผีบรรพบุรุษ คนที่เป็นหนี่ผะจะสามารถเข้าใจ, รู้พิธีกรรมต่างๆ และบทสวด โดยไม่ต้องเรียนรู้กับผู้อื่น เพราะหนี่ผะสามารถติดต่อกับผีวิญญาของบรรพบุรุษได้ ก่อนหนี่ผะจะเข้าทรง เจ้าของบ้านจะต้องเปลี่ยนถ้วยน้ำที่หิ้งบูชาในบ้าน และเตรียมใบไม้ ภาษาลีซูเรียกว่าใบ “โลขว่า” ใบไม้ชนิดนี้ใช้ทำพิธีทุกพิธีกรรม จากนั้นหนี่ผะจะจุดธูปเทียนหน้าหิ้งบูชา แล้วก้มค้อมลงเล็กน้อย แล้วจะสวดเป็นเสียงเพลงภาษาลีซู ผีบรรพบุรุษก็จะมาเข้าทรง ตัวหนี่ผะจะสั่น พูดจาเสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิม พอสวดจบแล้ว หนี่ผะก็จะกลับสู่สภาพปกติ ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจะช่วยกันประคองร่างของหนี่ผะไว้ มิให้ล้มลงสู่พื้นดิน หลังจากหนี่ผะฟื้นสู่สภาพปกติ มีสติคืนมา ก็จะจำไม่ได้ว่าตนได้ทำอะไรหรือพูดอะไรไปบ้าง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน
ลีซูที่นับถือผีภายในบ้านจะมีหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษตั้งอยู่ติดข้างฝาด้านในตรงกับประตูบ้าน บางบ้านไม่พบเห็นหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ เพราะบ้านนั้นเพิ่งปลูกสร้างใหม่ยังไม่ได้ตั้งหิ้งบูชา หรือเพราะแยกตัวจากบิดามารดามาตั้งบ้านเรือนของตนเอง บ้านอยู่ใกล้บิดามารดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตั้งหิ้งบูชาก็ได้ บางบ้านนับถือคริสต์ หิ้งบูชาตั้งไว้ไม่ได้ หิ้งบูชาผีบรรพบุรุษเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน มีถ้วยชาจีนตั้งเรียงรายอยู่บนหิ้ง จำนวนถ้วยมีมากน้อยแตกต่างกัน ตามความเชื่อถือของแต่ละตระกูล หิ้งบูชาของบางตระกูลมีหิ้งอันเดียว บางตระกูลมี 2 หรือ 3 หิ้ง โดยให้หิ้งอยู่ติดกัน จำนวนถ้วยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหิ้งบูชา ถ้วยแต่ละถ้วยมีชื่อเรียกของผีบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ทวด

ทุกๆ ของวันศิลจะทำพิธีเซ่นไหว้บูชาผีบรรพบุรุษภายในบ้าน โดยเปลี่ยนน้ำ หัวหน้าครอบครัวหรือบุตรชายหรือญาติที่เป็นผู้ชาย จะจุดธูป เทียน แล้วบอกให้ผีบรรพบุรุษทราบว่าวันนี้เป็นวันศิล ขอให้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ทวด ได้ดื่มน้ำ และได้ดูแลปกป้องรักษา้สมาชิกในครอบครัวทุกคนให้อยู่อย่างมีความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หิ้งบูชาผีบรรพบุรุษเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวด้านความเชื่อถือของลีซู ทุกพิธีกรรมมีความสำคัญมากสำหรับชาวลีซู เช่น ปีใหม่ กินข้าวโพดใหม่ พิธีเกิด ตาย แต่งงาน พิธีเรียกขวัญ พิธีเหล่านี้ต้องทำหิ้งบูชาผีบรรพบุรุษ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้าน
หมู่บ้านของลีซูที่นับถือผีบรรพบุรุษจะมีศาลผีประจำหมู่บ้าน 1 แห่ง ลีซูเรียกว่า อ่าปาโหม่วฮี ซึ่งจะตั้งอยู่บนเนินเขาอยู่สูงกว่าหมู่บ้าน ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 50-100 เมตร หากหาสถานที่ที่ตั้ง อ่าปาโหม่วฮี ไม่ได้ก็อาจจะใช้บริเวณกลางหมู่บ้านสำหรับเป็นที่ตั้ง อ่าปาโหม่วฮี ลักษณะบ้านของ อ่าปาโหม่วฮี จะปลูกสร้างเป็นเพิงแหงน หันหน้าไปทางหมู่บ้าน มีหิ้งบูชาตั้งอยู่ตรงกลาง โดยปักเสาทำเป็นหิ้งสูงประมาณ 2-3 เมตร และมีถ้วยชาจีนวางเรียงอยู่ประมาณ 5-10 ถ้วย และรอบๆ อ่าปาโหม่วฮี จะมีต้นไม้ อ่าปาโหม่ว ชอบอยู่ที่ร่มเย็น และในบริเวณที่ตั้งอ่าปาโหม่วฮี ห้ามตัดต้นไม้

บุคคลที่ดูแลรักษาสถานที่ศาลประจำหมู่บ้าน"อ่าปาโหม่วฮี" คือ ผู้นำศาสนาของหมู่บ้าน "มือหมือผะ" ทุกๆวันศิล มือหมือต้องมาทำความสะอาดหิ้งบูชา ณ “อ่าปาโหม่วฮี”และจุดธูปบูชาเปลี่ยนน้ำในถ้วย บอกกล่าวให้ อ่าปาโหม่ว ได้ทราบว่าวันนี้เป็นวันศิล ขอให้ดูแลปกป้องสมาชิกในหมู่บ้านทุกคนและสัตว์เลี้ยงไว้ ให้้มีชีวิตอย่างเป็นสุขตลอดไป พิธีกรรมต่างๆ เช่น ปีใหม่ กินข้าวโพดใหม่ แต่งงาน และพิธีกรรมต่างๆจะจัดขึ้น ณ อ่าปาโหม่วฮี เป็นหน้าที่เฉพาะของผู้ชาย ผู้หญิงห้ามเข้าไปบริเวณอ่าปาโหม่วฮี ความเชื่อของลีซู เกี่ยวกับศาลประจำหมู่บ้าน หรือ อ่าปาโหม่วฮี ที่นับถือนั้นเป็นผีที่ดีไม่มีการให้โทษ ผีที่ทำหน้าที่คอยดูแลและรักษาชีวิตมนุษย์และสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ และดลบันดาลให้สมาชิกในหมู่บ้าน มีแต่ความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจสดใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยการเซ่นไหว้บูชา อ่าปาโหม่ว ประจำหมู่บ้าน เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณและระลึกถึงความเมตตากรุณา ที่เผื่อแผ่ถึงสมาชิกของคนในหมู่บ้าน
การแต่งกาย
ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าลีซู (ลีซอ)
ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าลีซู (ลีซอ)
เทศกาลปีใหม่เป็นยามที่ดรุณีลีซูทั้งหลายแต่งกายกันอย่างเต็มที่ เครื่องประดับเงินจะทับโถมอยู่เต็มทรวงเจ้าหล่อน จะสวมเสื้อกั๊กกำมะหยี่ดำ ซึ่งปักปรายไปด้วยดุมเงิน เป็นสายและดอกดวง ทั้งด้านหน้าและหลังยืดอกปิดด้วยหัวเข็มขัดเงินแผ่นสีเหลี่ยม เรียงลงมาเป็นแถวรอบคอ รัดด้วยแถบผ้าติดสร้อยระย้า ซึ่งแผ่สยายอยู่เต็มอก ส่วนติ่งหูเจาะรูสองข้างเกี่ยวตะขอห้อยตุ้มระย้าซึ่งติดพู่ไหมพรมเพิ่มสีสันเข้าไปด้วย แถมสร้อยเงินหลายสายที่โยงผ่านใต้คางจากตุ้มซ้ายไปสู่ตุ้มขวา ส่วนข้อมือทั้งสองสวมกำไลแผ่นกว้าง แต่งด้วยอัญมณี แม้นิ้วก็สวมแหวนเงินไว้
ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย
ชุดของผู้ชาย ประกอบด้วยกางเกงเป้าต่ำสีฟ้าหรือสีอะไรก็ได้ สวมเสื้อแขนยาว จะติดด้วยกำมะหยี่ ซับในขวามักแต่งด้วยดุมเงินยิ่งมากยิ่งดี เอวคาดด้วยผ้าแดง และในย่ามก็ห้อยพู่หางม้ายาวคล้ายของผู้หญิง แต่ว่าหนุ่มนั้นห้อยไว้ข้างหน้า เดิมทีผู้ชายจะสวมผ้าโพกศีรษะทำด้วยผ้าไหมสีแดง ฟ้า เหลือง และดำ แต่ปัจจุบันหายากแล้ว เห็นใช้กันแต่ผ้าขนหนูขาว สอดกระดาษแข็งให้ตั้งขึ้นราว 20 ซม. พันรอบศีรษะง่ายๆ และห้อยตุ้มหูเงินข้างเดียวจากรูที่เจาะไว้ที่ติ่งหูซ้าย สวมกำไลก้านเงินเรียบๆ ที่ข้อมือข้างละวง ย่ามใช้งานของลีซูทอด้วยด้ายขาวหรือด้ายดิบโดยใช้ที่ผูกข้อมือ เป็นผ้าพื้นขาวยกลายทางสีแดง หรือสีอื่นๆ นอกจากสะพายบ่าเหมือนเผ่าอื่น ยังมีการติดสายหวายถัก ซึ่งใช้คาดศัรษะให้ตัวย่าม ห้วอยู่บนบ่าอีกด้วย ย่ามไปงานทอด้วยเส้นด้าย มีการทิ้งครุยกรายด้านข้าง แล้วยังมีหู คือ ชิ้นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มุมทั้งสองของย่าม ลายปักงดงามแปลกตาที่หู ไม่มีซ้ำกัน เพราะถือว่าเป็นลายเซ็นของคนทำ บางคนก็จะติดกระดุมเงินเม็ดน้อยไว้ที่มุมหู ปากย่ามกุ๊น และปะแต่งด้วยแถบผ้าหลากสี และยังทิ้งแถบผ้าสีแดง และสีฟ้าเข้มห้อยจากหูลงไปด้วย ย่ามที่งดงามที่สุดไม่ว่าจะเป็นของลีซู หรือเผ่าอื่นใดคือ ย่ามเกี้ยวสาวของหนุ่มวัยกำดัดนั้นทำเหมือนย่ามที่กล่าวมาแล้ว แต่แผ่นหน้าปักลูกปัดเป็นเม็ดเล็กๆ หลายสีไว้เต็มพืดเป็นลายละเอียดแถบผ้าที่ห้อยจากหูนั้นยาวร่วม 20 ซม. ปักประดับด้วยด้ายสีสดหลายสีไม่มีว่างเว้นกัน ย่ามห้อยครุยไหมพรมหลากสียาวเทาแถบผ้าจากหู และปกย่ามติดกระดุมตุ้มระย้าเงินตลอดแนว
ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง
ผู้หญิงลีซอทุกวัยแต่งกายด้วยผ้าสีสดใส สวมใส่เป็นเสื้อตัวหลวม แขนกระบอก ส่วนหน้าของเสื้อยาวถึงเข่า นิยมสีน้ำเงิน เขียว ฟ้า และม่วง คอเป็นผ้าสีดำ ตกแต่งลวดลายสวยงาม โดยนำผ้าแถบผ้าสีต่างๆ เช่น ม่วง ฟ้า ชมพู เขียว ดำ ขาว ส้ม แดง มาเย็บต่อกันเป็นริ้ว สวมเสื้อกั๊กที่ตกแต่งด้วยกระดุมเงิน สวมกางเกงหลวมๆ สีดำ ในตัวเสื้อ ใช้ผ้าสีดำพันรอบเอว คล้ายเข็มขัด สวมปลอกขาเพื่อป้องกันแมลง กิ่งไม้ หรือกันหนาว ผู้หญิงสูงวัยโพกหัวด้วยผ้าสีดำยาวพันหัวหลายๆ รอบแล้วเก็บชาย หญิงสาวจะสวมหมวกโดยประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสี ส่วนผู้ชายลีซอ ทุกวัยแต่งกายเหมือนกัน โดยสวมใส่กางเกงที่มีความยาวเลยเข่าเล็กน้อย เป้ากว้างมาก สีน้ำเงิน สีเขียว ฟ้า เสื้อสีดำ แขนยาว คอป้ายตกแต่งกระดุมเงิน ติดรังดุมสีน้ำเงินที่ส่วนบนของตัวเสื้อ สวมปลอกขาสีดำ

เครื่องแต่งกายของสตรีลีซู เป็นประจักษ์พยานอันชัดถึงการแข่งขันกันเป็นหนึ่งอย่างไม่ยอมน้อยหน้าใครเห็นได้ตั้งแต่ส่วนบ่า และตันแขนของเสื้อซึ่งใช้แถบผ้าเล็กๆ ซ้อนทับสลับสีไล่กันไปรอบๆ คอ และไส้ไก่ปลายเป็นปุยมากมายที่ห้อยสยายลงมาจากปลายผ้ารัดทางด้านหลัง ทั้งเครื่องประดับเงิน และมีแต่งทับสลับช้อนเป็นแผงเต็มอกไม่มีที่ว่าง การแต่งกายของสตรีลีซูเปลี่ยนแปลงไปจากดั้งเดิมมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดในบริเวณช่วงไหล เนื่องจากสมัยก่อนใช้การเย็บด้วยมือ แต่สมัยนี้เย็บด้วยจักร การเย็บจะปราณีตกว่า สวยกว่า แต่เล็กกว่าแบบดั้งเดิม เดิมที่ลีซูทำเสื้อผ้าฝ้ายใยกัญชา แต่ทุกวันนี้หญิงลีซูแถบเหนือจะใช้ผ้าฝ้าย ส่วนพม่าในจีนก็ยังคงนุ่งกระโปรง ผ้าใยกัญชาจีบสลับซับซ้อน ลีซูในพม่าการแต่งกายจะแตกต่างกัน และหลายแบบ ซึ่งไม่เหมือนกันชนเผ่าลีซูในเมืองไทย หญิงลีซูในเมืองไทยหันมาใช้ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยสังเคราะห์ซึ่งมีขายทั่วไปในท้องตลาด ตัวเสื้อทรงตรงหลวมยาวผ่าข้างทั้งสองขึ้นมาถึงเอว ด้านหน้าคลุมเข่า ด้านหลังห้อยลงไปคลุมน่อง คอกลมติดสาบเฉียงแบบจีนจากกลางคอลงไปถึงแขนขวา ผ้าชิ้นอกของเสื้อมักต่างกันส่วนอื่นๆ ตัวเสื้อมักเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือสีอื่นๆ

เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีของแต่ละชนเผ่า คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความสวยงามและความหลากหลายทางภูมิปัญญาความคิด ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เกิดขึ้นมา เพื่อใช้ในการสื่อทางอารมณ์ แทนการบอกเล่ากันทางปากต่อปาก เสียงไพเราะ เพาะพริ้งของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดยามตะวันแลง จะยังคงอยู่และสืบเนื่องต่อไป หากได้รับการปลูกฝัง และการเอาใจใส่ของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าชนรุ่นใหม่ เครื่องดนตรีที่นิยมกันมากของชนเผ่าลีซู คือ พิณ 3 สาย เรียกว่า ซึง (ซือ บือ) และ แคน (ฝู่หลู่)
แคนน้ำเต้า “ฟู่วหลูว”
เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า และนิยมเล่นกันของผู้ชายลีซู มี 3 ชนิด คือ แคนชนิดสั้น ชนิดธรรมดา และชนิดยาว ทำด้วยน้ำเต้าและปล้องไผ่เล็กๆ ที่คัดเป็นพิเศษ ปัจจุบันช่างทำฝู่หลู่ได้หายากเข้าทุกที การจะเป็นเจ้าของฝู่หลู่ได้จึงต้องเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่มีช่างทำอยู่ และสั่งจองล่วงหน้า คนที่สามารถเป่าฝู่หลู่ได้ในแต่ละหมู่บ้านจึงมีไม่มากเพียงหมู่บ้านละ 3-4 คนเท่านั้น เพราะการหาซื้อฝู่หลู่ทำได้ยาก และการฝึกเป่าฝู่หลู่ก็ยากกว่า ด้วยการเล่นดนตรีถือเป็นเรื่องของผู้ชาย ไม่ถือเป็นบทบาทของผู้หญิง หนุ่มลีซูจะเล่นในเวลาที่ว่างหรือช่วงประเพณีต่างๆ โดยใช้บริเวณลานวัฒนธรรมชุมชน เป็นสถานที่เล่น หรือเล่นระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน เพื่อส่งเสียงให้ผู้คนได้ยิน และก็จะใช้เครื่องดนตรีเป็นสื่อเพื่อแสดงความคิดถึงต่อกัน จนทำให้เครื่องดนตรีเป็นที่นิยม และสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
ซึง“ชือบือ”
เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด หนุ่มลีซูมักจะฝึกดนตรีตั้งแต่อายุได้ 12-13 ปี ส่วนใหญ่พ่อจะทำซึงให้ลูกชายได้ใช้ฝึกซ้อม ตัวซึงมีคันยาว ทำด้วยไม้และหนังตะกวด (คนเมืองเรียกว่า “แลน”) เวลาที่งานไม่ชุกนัก หนุ่มลีซูจะเอาไปฝึกดีดในไร่ด้วย การดีดซึงก็มีจังหวะสนุกสนาน เร้าใจ การเดินทางไปเที่ยวต่างหมู่บ้านหนุ่มลีซูจะพกเครื่องดนตรีติดตัวไปด้วย