เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
ข้อมูลทั่วไป
ชนเผ่ามอแกน
ชนเผ่ามอแกน
ชนเผ่ามอแกน เป็นชาวเลกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในนามยิปซีทะเล สืบเชื้อสายมาจากโปโตมาเลซึ่งร่อนเร่อยู่ในทะเลอันดามัน มากว่า 100 ปี อาศัยอยู่ตามหมู่เกาะ และชายฝั่งทะเลตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียร์ม่า ลงไปทางใต้และทางตะวันออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ในประเทศฟิลิปินส์ รวมถึงชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย ในหมู่เกาะมะริดในเมียนมาร์ยังมีประชากรมอแกนอีกนับพัน พม่าเรียกมอแกนว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) สันนิษฐานว่า คำนี้คงจะมาจากคำว่าฉลางหรือถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต (Junk Selon) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวเลมาชุมนุมกันอยู่มากในสมัยก่อนอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นตำนานเรื่องเล่าของชาวมอแกน

ชนเผ่ามอแกน เป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเกาะในบริเวณภาคใต้ของไทย มีรูปแบบของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมทั้งค่านิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตนเอง ใช้ชีวิตเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่น ทำมาหากินอยู่ในบริเวณเขตทะเลอันดามัน ชีวิตส่วนใหญ่ของชาวมอแกน อาศัยอยู่บนเรือที่พวกเขาเรียกว่า “กำบาง” หากินกับทะเล งมหอย ตกปลา จับปูและสัตว์ทะเลต่างๆ อาหารหลัก คือเผือกมัน มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาล จากอิทธิพลของลมมรสุมในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ (เดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน) ซึ่งมีคลื่นลมจัด ชาวมอแกนจะอพยพขึ้นมาสร้างบ้านเรือนตามเกาะ หรือบริเวณชายหาดที่มีอ่าวกำบังคลื่นลมเพื่อหลบลมพายุ
ภาษา
ภาษมอแกน หรือ ภาษามอเก็น ภาษาเมาเก็น ภาษาบาซิง หรือ เซลุง, ซาลอง, ซะโลน และชาวเกาะ เป็นภาษาในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน ภาษามาลาโย-โพโลนีเชียน สาขามาเลย์อิกซึ่งพูดกันทางใต้ของประเทศพม่าลงมา ตั้งแต่เมืองมะริดลงมาทางใต้ พบมากในบริเวณเกาะของพม่าภาคใต้ และคาบสมุทรเมกุย ไปจนถึงจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ ของประเทศไทย ใกล้เคียงกับภาษามอเกลน และมีความสัมพันธ์กับ ภาษาอูรักลาโอ้ย เรียงประโยคแบบประธาน-กริยา-กรรม จากตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนที่มอแกนใช้ มอแกนมีภาษาพูดเป็นของตัวเองตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว ไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาเขียนเป็นภาษาไทย ภาษายาวี พม่า และมาเลย์ หรือการบันทึกโดยตัวอักษร ดังนั้นประวัติความเป็นมาตำนาน นิทาน ความรู้พื้นบ้านในด้านต่างๆ ของชาวเลจึงมีการบันทึกไว้ในระยะหลังๆ ชาวเลเริ่มชีมชับวัฒนธรรมและภาษาไทยมากขึ้น ส่วนวัฒนธรรมตั้งเดิมก็ถูกละเลยและค่อยๆ สูญหายไป เด็กชาวเลอูรักลาโว้ยรุ่นใหม่ในชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ดหันมาใช้ภาษาไทยปักษ์ใต้กันแทบทั้งนั้น แม้แต่การสื่อสารพูดคุยกันในครอบครัว ก็ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก
วิถีชีวิต และลักษณะบ้านเรือน
วิถีชีวิต
ชาวมอแกนยังคงหากินกับทะเลเหมือนเช่นบรรพบุรุษ และเนื่องจากชาวมอแกนเป็นคนกลุ่มน้อย เป็นคนไม่มีสัญชาติ และไม่มีเชื้อชาติ ชาวมอแกนไม่มีความรู้ ไม่ได้รับการศึกษาทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวมอแกนยังคงเป็นปัญหาชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย และเพื่อให้ชาวมอแกนมีความรู้ สามารถติดต่อสื่อสารกับคนไทยได้ อย่างถูกต้องและเข้าใจ วิถีชีวิตของชาวมอแกน อาศัยการนับเวลาจะสังเกตจากดวงจันทร์
ลักษณะบ้านเรือน
บ้านเรือนของชาวมอแกน ยังคงอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิมคือมุงด้วยหลังคาจาก พออาศัยอยู่ได้ไม่เดือดร้อน อยู่อย่างพอเพียงด้วยการหาหอย หาปลา นำมาทำเป็นอาหาร เรือ หรือ “ก่าบาง” เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของมอแกน เป็นทั้งพาหนะ เครื่องมือทำมาหากิน บ้านพักอาศัย และบ่อยครั้งเป็นที่เกิดและที่ตายของมอแกน ก่าบางมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือมี “ง่าม” หรือรอยหยักเว้าที่หัวเรือและท้ายเรือ ประโยชน์ใช้สอยของง่ามที่หัวและท้ายเรือก็คือเป็นที่ปีนและก้าวขึ้นลงเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมอแกนลงทะเลเพื่อว่ายน้ำและดำน้ำ การขึ้นเรือทางข้างเรือที่มีกราบทำด้วยไม้ระกำเป็นไปได้ยากเพราะไม้ระกำที่ เสียบต่อกันด้วยซี่ไม้ไผ่นั้นไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคนโหนขึ้น ง่ามมีประโยชน์สำหรับเป็นที่จับยึดเวลาลากเรือขึ้นและลงหาด และนักมานุษยวิทยายังให้ความหมาย ของง่ามเรือในเชิงสัญลักษณ์ซึ่งสะท้อนคุณลักษณะของมนุษย์ คือ มีปากและมีทวาร เรือเป็นเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง คำเรียกส่วนต่างๆ ของเรือ ก็มาจากคำเรียกอวัยวะในร่างการของคน เช่น หละแก้ (ท้อง) ตะบิน (แก้ม) ตู่โก๊ะ (คอ) บ่าฮ้อย (ไหล่) ตะบิ้ง (ซี่โครง) เป็นต้น แต่ในปัจจุบันชาวเลก็เริ่มสร้างบ้านเรือนเลียนแบบคนบนฝั่ง เป็นแบบถาวร โดยใช้ไม้จากป่าชายเลน เช่นไม้โกงกาง หลังคามุงจาก กั้นฝาด้วยจากหรือไม้ไผ่ การดำรงชีพของชาวเลหลัก ๆ ยังคงพึ่งพาการ “จับปลา” ทำประมงน้ำตื้น และที่เสริมเข้ามาในยุคหลัง ๆ ก็คือ “รับจ้างนายทุน” งมสิ่งของในทะเล เช่น เปลือกหอยแปลก ๆ หรือรับจ้างทั่วไป ที่เห็นกันอยู่ไม่ใช่เรือไม้ระกำ (ไม้ระกำมีลักษณะเป็นท่อนเล็กเรียวแบบต้นอ้อย) สมัยนี้มอแกนใช้ไม้กระดานทำเรือกันหมดแล้ว เรือไม้ระกำเหลือเพียงไม่กี่ลำในพม่า มอแกนส่วนใหญ่เลิกใช้ไม้ระกำเสริมกราบเรือแล้ว เพราะไม้ระกำมีอายุใช้งานเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น มอแกนหันมาใช้ไม้กระดานเนื่องจากมีความคงทน ใช้ได้นานหลายปี ส่วนมากเรือนั้นใช้ได้นานหลายสิบปี และบางทียังสืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลานด้วย หลังจากที่มอแกนหันมาใช้ไม้กระดาน ใบเรือก็หมดประโยชน์ใช้สอยไปด้วย เนื่องจากเรือไม้กระดานมีน้ำหนักมาก ต้องขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ แม้ว่าจะเริ่มซึมซับค่านิยมทางวัตถุมากขึ้นเรื่อยๆ
วัฒนธรรมประเพณี
ในด้านของสังคมการครองเรือน ชายหญิงมอแกนมักจะแต่งงานอยู่กินตั้งแต่อายุยังน้อย ยึดประเพณีผัวเดียวเมียเดียว จะไม่เปลี่ยนคู่ครองนอกจากสามีหรืออภรรยาเสียชีวิตลง หรือมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจึงแยกจากกัน ลูกๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญในครอบครัว มอแกนแต่ละครอบครัวจะมีลูกประมาณ 2-5 คน เนื่องจากความห่างไกลจากการบริการ พื้นฐานสาธารณสุขทำให้จำนวนประชากรมอแกนค่อนข้างจะคงที่
ประเพณีการแต่งงาน
หนุ่มสาวชาวมอแกนเมือมีความรักต่อกันก็จะมีการจีบกันที่เหมือนๆ กับหนุ่มสาวทั่วไป โดยการที่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายที่แสดงความสามารถ หรือเรียกร้องความสนใจให้กับฝ่ายหญิงเพื่อดึงดูดให้ฝ่ายหญิงสนใจตัวเอง สำหรับการแต่งงานของชาวมอแกนจะถือว่าไม่มีเลยก็ว่าได้เพราะการแต่งงานของเขา ไม่มีอะไรมากมายก็แค่ มีการจีบกันระหว่างหนุ่มสาวในเมือรักกันชอบพอกันผู้ใหญ่เห็นพร้อมทั้งสองฝ่ายก็เข้าไปอยู่ด้วยกันได้เลย ซึ่งฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายที่จะต้องเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง พออยู่กันได้สักระยะหนึ่งก็ต้องย้ายออกไปจากบ้านฝ่ายหญิงเพื่อไปตั้งครอบครัวใหม่ ส่วนในเรื่องของค่าสินสอดนั้น ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่ฐานะของคนแต่ละคนบางคนก็ไม่มี บางคนก็เป็นสร้อยคอ กำไล เงิน เป็นค่าสินสอดให้กับฝ่ายหญิง
ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม
ชนเผ่ามอแกน มีความเชื่อในเรื่องของภูตผีและวิญญาณบรรพบุรุษ โดยในเดือนเมษายนของทุกปี กลุ่มชาวเลที่อยู่กระจัดกระจายตามเกาะต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงและในประเทศพม่าจะมารวมตัวกันที่หมู่เกาะสุรินทร์ เพื่อประกอบพิธี "ลอยเรือ" เพื่อบวงสรวงผีและวิญญาณบรรพบุรุษ และเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ให้ปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง จึงถือได้ว่าชาวมอแกนเป็นชนเผ่าที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้มากที่สุด
ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด
ชาวมอแกนไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องพิธีการเกิดเท่าไรนัก เมือมีเด็กน้อยชาวมอแกนเกิดขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดามีเพียงแค่หมอตำแยเท่านั้นที่ทำคลอด โดยที่ไร้พิธีกรรม แม้กระทั้งชื่อของเด็กน้อยยังไม่มีเลย เพราะพ่อแม่ยังไม่กล้าที่จะตั้งชื่อลูก ไม่รู้ว่าลูกน้อยจะมีชีวิตรอดหรือไม่ การตั้งชื่อพ่อแม่จะต้องมั่นใจว่าลูกจะมีชีวิตรอดก่อนถึงจะตั้งชื่อ ดังนั้นชาวมอแกนจึงไม่ทราบอายุที่แน่นอนของตัวเอง
ความเชื่อหลังความตาย
ความเชื่อชีวิตหลังความตายของชาวมอแกนจะถือว่าการที่คนตายไปจะเป็นคนที่หมดทุกข์หมดกรรมแล้วไม่ต้องมาลำบากเหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเราจะพบเห็นในงานศพของชาวมอแกนเขาจะไม่เศร้า จะมีงานรื่นเริงตลอดทั้งคืน
ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า อากาศ)
ชาวมอแกนเชื่อเรื่องเกี่ยวกับภูติทะเล นอกจากนี้ มอแกนยังมีความเชื่อดั้งเดิมซึ่งเน้นวิญญาณนิยม เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งรวมทั้งผีบรรพบุรุษและผีต่างๆ ในธรรมชาติ มีอำนาจในการให้เกิดผลร้ายผลดี ปกป้องคุ้มครองหรือทำให้เจ็บป่วยได้ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขการเยียวยาด้วยการเข้าทรง และเซ่นไหว้ด้วยวิธีการต่างๆ มอแกนจะใช้พืชสมุนไพรในการรักษาโรคด้วย
พิธีการฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ (เหนียะเอนหล่อโบง)
มอแกนจะมารวมกันเพื่อบวงสรวงบูชาวิญญาณให้ปกป้องคุ้มครองพวกตน ในระหว่านั้นมอแกนจะหยุดพักการทำมาหากิน ในพิธีกรรมจะประกอบด้วยการเข้าทรงเสี่ยงทาย การเล่นดนตรี ร้องรำ ทำเพลง และมีการลอยกำบางจำลอง ถือว่าเป็นการลอยความทุกข์และโรคภัยไข้เจ็บให้พ้นจากครอบครัว จากชุมชน
การแต่งกาย
ผู้หญิงนุ่งกระโจมอกด้วยผ้าโสร่ง หรือผ้าถุง ไม่สวมเสื้อปัจจุบันมอเเกนแต่งกายเหมือนคนพื้นเมืองมากขึ้น ซึ่งถ้าหากดูเผินๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรต่างจากเรา หากมองด้วยรูปกายภายนอกสิ่งที่เห็นชัดเจน คือ เรื่องของการแต่งกาย ที่บางคนก็ยังเปลือยท่อนบนที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ขณะที่พวกเราต่างมีเสื้อผ้าอาภรณ์ห่มกายตามสมัยนิยม ที่ครอบงำจนแทบจะกลายเป็นทาสของมันไปแล้ว
ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย
สมัยก่อนผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยว ไม่สวมเสื้อ ปัจจุบันมอเเกนหันมานุ่งกางเกง
ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง
สมัยก่อนผู้หญิงนุ่งกระโจมอกด้วยผ้าโสร่ง หรือผ้าถุง ไม่สวมเสื้อ ปัจจุบันผู้หญิงนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อ บางคนใช้เครื่องสำอางและสวมเครื่องประดับ
เครื่องดนตรี
มอแกนมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองเรียกว่า "ก่าติ๊ง" บทเพลงของมอแกนสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันกับเรือ ท้องทะเลที่พวกเขาใช้ทำมาหากิน เนื้อหาของเพลงยังบ่งบอกให้เห็นถึงความเคารพยำเกรงเทพเจ้าและวิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มอแกนนับถืออีกด้วย