เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
พุทธศาสนสถาน แปลโดยตรงได้ความว่า สถานที่ หรือสิ่งก่อสร้าง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนา ได้แก่ สำนักสงฆ์ วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร เจดีย์ และสถูป เป็นต้น เป็นสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เป็นที่พำนักของพระภิกษุ เและเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งพุทธศาสนิกชนนิยมไปกราบไหว้บูชา และร่วมกิจกรรมต่างๆ

วัดไทย มีข้อยกเว้น ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของเขตพุทธาวาส และ ส่วนของเขตสังฆวาส ดังนี้
องค์ประกอบของพุทธศาสนสถาน
องค์ประกอบของพุทธศาสนสถาน
เขตพุทธาวาส
เป็นพื้นที่สำหรับพุทธสานิกชน โดยประกอบด้วย: เจดีย์
เจดีย์
เจดีย์
เจดีย์ หมายถึงสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งของที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่เคารพบูชาระลึกถึง สถูป หมายถึงสิ่งก่อสร้างเหนือหลุมฝังศพ หรือสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อให้ลูกหลานและผู้เคารพนับถือได้สักการบูชา ถือกันว่ามีบุคคลที่ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูปเพื่อเป็นที่สักการะของมหาชนอยู่เพียง 4 พวก เรียกว่า ถูปารหบุคคล ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ์

สำหรับประเทศไทย คำว่า สถูป และ เจดีย์ เรามักรวมเรียกว่า “สถูปเจดีย์” หรือ “เจดีย์” มีความหมายเฉพาะ ถึงสิ่งก่อสร้างในพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิ หรือเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเพื่อเป็นที่ระลึก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ในสมัยหลังลงมาคงมีการสร้างสถานที่เพื่อบรรจุอัฐิธาตุ และเพื่อเคารพบูชาระลึกถึงพร้อมกันไปด้วย
พระปรางค์ หรือ ปรางค์
เป็นสิ่งก่อสร้างประเภทหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมไทย เป็นหลักประธานในวัดเช่นเดียวกับพระเจดีย์ แต่เดิมถือว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบลักษณะเฉพาะของขอม โดยมีคติความเชื่อในศาสนาฮินดู ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ เขาพระสุเมรุ ลักษณะรูปทรงของพระปรางค์จำแนกเป็น 4 แบบ ได้แก่ พระปรางค์ หรือ ปรางค์
พระปรางค์ หรือ ปรางค์

1.ทรงศิขร เป็นปรางค์รูปแบบดั้งเดิม สร้างขึ้นตามแบบแผนเดิมของขอม เน้นคติความเชื่อว่าเป็นการ จำลองภูเขา และ สวรรค์ชั้นฟ้า ตัวอย่างได้แก่ ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรีรัมย์ เป็นต้น

2.ทรงงาเนียม มีลักษณะคล้ายงาช้าง ลักษระใหญ่แต่สั้น ตอนปลายโค้งและค่อนข้างเรียวแหลม ถือเป็นประดิษฐกรรมของช่างไทย โดยมีการพัฒนาจากรูปแบบเดิมจนมีลักษณะเฉพาะของตนเองในสมัยอยุธยาตอนต้น ตัวอย่างได้แก่ ปรางค์เหนือปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ พระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง สุโขทัย เป็นต้น

3.ทรงฝักข้าวโพด มีลักษณะ ผอมบางและตรงยาวคล้ายฝักข้าวโพด ส่วนยอดนั้นจะค่อยๆเรียวเล็กลง ก่อนรวบเป็นเส้นโค้งที่ปลาย เป็นลักษณะเฉพาะของพระปรางค์สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตัวอย่างเช่น วัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ เป็นต้น

4.ทรงจอมแห มีลักษณะคล้ายแหที่ถูกยกขึ้น ตัวอย่างได้แก่ วัดอรุณราชวราราม ธนบุรี ปรางค์คือรูปแบบหนึ่งของเจดีย์ เช่นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (เจดีย์ยอดทรงดอกบัวตูม) ของสมัยสุโขทัย เช่นเจดีย์ทรงระฆัง ของสมัยสุโขทัยก็มี ของสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือสมัยรัตนโกสินทร์ก็มี
โบสถ์ หรือ อุโบสถ
โบสถ์ หรือ อุโบสถ
โบสถ์ หรือ อุโบสถ
ในทางคริสต์ศาสนา โบสถ์ หมายถึง อาคารหรือสถานที่ที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์มารวมกันเพื่อประกอบพิธีหรือทำศาสนกิจร่วมกัน คำว่าโบสถ์ในภาษาอังกฤษ หรือ "church" อาจมีความหมายกว้างขึ้นหมายถึง คริสตจักร ซึ่งคริสตจักรในความหมายตามพระคัมภีร์ หมายถึง ประชากรหรือชุมชนของพระเจ้า พระคัมภีร์เดิมฉบับแปลกรีก (เซปทัวจินต์) ใช้คำกรีกคำนี้เพื่อแปลคำว่า "ชุมชน"

อุโบสถ ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม ซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่งๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง“สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้บวชมากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐาน พระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชาและร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก พระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวรและมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม
วิหาร
วิหาร
วิหาร
วิหาร คือ อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคล้ายเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า คู่กับอุโบสถ แต่ไม่มีวิสุงคามเหมือนพระอุโบสถ คำว่า วิหาร แต่เดิมใช้ในความหมายว่า วัด เช่นเดียวกับคำว่า อาราม อาวาส เช่น เวฬุวัน วิหาร เชตวันมหาวิหาร วิหารมีหลายแบบ เช่น

วิหารคด: วิหารที่มีลักษณะคดอยู่ตรงมุมกำแพงแก้วของอุโบสถ อาจมีหลังเดียวก็ได้ โดยมากจะมี 4 มุม และประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ภายใน
วิหารทิศ: วิหารที่สร้างออกทั้ง 4 ด้านของพระสถูปเจดีย์ อาจอยู่ตรงมุมหรือด้านข้าง
วิหารยอด: วิหารที่มียอดเป็นรูปทรงต่างๆ เช่นวิหารยอดเจดีย์ อาจอยู่ตรงมุมหรือด้านข้าง
วิหารหลวง: วิหารที่ด้านท้ายเชื่อมต่อกับพระสถูปเจดีย์หรือพระปรางค์

คำว่า "วิหาร" ยังกำหนดใช้เป็นคำลงท้ายสร้อยนามพระอารามหลวงต่างๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าวัดที่มีสร้อยนามอย่างนี้เป็นพระอารามหลวงสำคัญอีกด้วย
พระมณฑป
พระมณฑป
พระมณฑป
เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ที่เอื้อให้สำหรับประโยชน์ใช้สอยซึ่งเกี่ยวกับพุทธศาสนา ตั้งบนฐานทึบไม่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนเรือน ที่สำคัญพระมณฑปจะก่อหรือกั้นเป็นฝาผนังทึบทุกด้าน อาจมีหรือไม่มีหน้าต่างก็ได้ โดยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือพระไตรปิฎก หรือรอยพระพุทธบาทจำลอง พระมณฑปโดยทั่วไปมักเป็นอาคารรูป 4 เหลี่ยมจัตุรัส มีหลังคาเป็นเรือนยอดแหลมอย่างทรงปิรามิดซ้อนเป็นชั้นๆเรียกว่า “หลังคาทรงบุษบก” เนื่องด้วยบุษบก บุษบกกับพระมณฑปใช้รูปแบบ สัดส่วน และองค์ประกอบที่เป็นแบบแผนเดียวกัน แตกต่างกันในบางส่วนและการใช้สอยที่ไม่เหมือนกัน ในทางสถาปัตยกรรมไทย แล้วอาคารที่เป็นเรือนยอดหรือมีเครื่องยอดนั้นถือ เป็นอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นอาคารทางศาสนาหรืออาคารที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับพระมหากษัตริย์แล้วถ้าเป็นอาคารเครื่องยอด มักจะใช้เป็นพระที่นั่งที่สำคัญๆ ต่างๆ เครื่องยอดที่ใช้ก็มีทั้งอย่างปราสาทยอดบุษบกและยอดปรางค์ เช่น พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งไอศวรรค์ทิพยอาสน์ (บางปะอิน) ซึ่งเป็นยอดบุษบก ส่วนพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท (เขาวัง) พระที่นั่งวิหารสมเด็จ (อยุธยา) ในพระราชวังหลวงกรุงเก่าจะมียอดเป็นปรางค์ ฯลฯ
หอไตร
หอไตร
หอไตร
หอพระไตร หรือ หอพระธรรม ใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารึกคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพระไตรปิฎก หรือจารึกความรู้เรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องตำรายาโบราณ วรรณคดีโบราณ เป้นต้น ซึ่งถือว่าเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ และหาได้ยาก และนิยมสร้างไว้กลางสระน้ำในวัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มดปลวกและแมลงสาบ ขึ้นไปกัดแทะทำลายคัมภีร์เหล่านั้น ส่วนใหญ่นิยมสร้างเพื่อมุ่งบุญกุศลเป็นสำคัญ ด้วยถือคติว่าสร้างไว้เก็บรักษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ จึงนิยมสร้างอย่างวิจิตรงดงาม มีรูปทรงพิเศษแปลกตาด้วยฝีมือที่สุดยอดในยุคสมัยนั้นๆ
ศาลาการเปรียญ
เป็นอาคารอเนกประสงค์ในงานสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งก่อสร้างในเขตสังฆาวาส ในบริเวณวัด เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา แต่เดิมนั้นใช้เป็นสถานที่เพื่อการเรียนของสงฆ์เท่านั้น (“เปรียญ” มาจากภาษาบาลีว่า "บาเรียน" หมายถึง "พระที่ได้เรียน" หรือ "พระนักเรียน") 
หอระฆัง
คือ อาคารประเภทหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งก่อสร้างในวัดทุกแห่ง ใช้เป็นอาคารสำหรับแขวนระฆังเพื่อใช้ตีบอกสัญญาณ เวลาแก่พระสงฆ์ในการลงทำวัตร และประกอบกิจของสงฆ์ มีหลากหลายประเภท ได้แก่ หอระฆังโครงสร้างไม้ หอระฆังก่ออิฐถือปูน หอระฆังโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และหอระฆังโครงสร้าง ซึ่งแต่ละประเภทจะมีลักษณะรูปทรงอาคารของหอระฆังที่แตกต่างกันออกไป เช่น แบบ 4 เหลี่ยม แบบ 6 เหลี่ยม แบบ 8 เหลี่ยม และแบบทรงกลม รวมทั้งมีลักษณะรูปทรงหลังคาของหอระฆังหลายรูปแบบอีกด้วย
พระระเบียง
เป็นนามเรียกพุทธสถาน เป็นเครื่องกั้นล้อมรอบพุทธสถานสำคัญสร้างตามคตินิยมตามแบบขอมคติการสร้างพระระเบียงของไทยนั้นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยสร้างรอบพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ซุ้มประตู 4 ทิศ เหนือซุ้มประตูมีมุขยื่นหลังคาลดหลั่นกัน ที่หน้าบันสลักลายกระหนกลายก้านขดประดับกระจก ลายอ่อนช้อยรับกับใบระกา ช่อฟ้า หางหงส์ ที่ประดับบนหลังคา และสอดรับกลมกลืนกับหลังคาพระอุโบสถ เสมือนเป็นพุทธสถานในชุดเดียวกันยามที่แดดส่องลงบนหลังคา ภายในตั้งแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป
เขตสังฆาวาส
เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด ประกอบด้วย:
กุฎิ หรือ กุฎี (อ่านว่า กุด หรือ กุดติ)
แปลว่า กระต๊อบ, กระท่อม, โรงนา ใช้ว่า กุฏี ก็ได้ เรียกเพี้ยนไปว่ากฏิ ก็มี (กฏิ แปลว่า สะเอว) หมายถึงอาคารที่เป็นโรงเรือนหรือตึกอันเป็นที่อยู่พำนักอาศัยของภิกษุสามเณร ใช้เป็นศัพท์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ในสมัยก่อนจะแยกกันเป็นหลังๆ อยู่รวมกันหลายๆ หลัง เช่น กุฏิเรือนไทย เรียกว่า กุฏิหมู่ หรือ หมู่กุฏิ บางแห่งสร้างเป็นหลายชั้นและหลายห้อง เรียกว่า กุฏิแถว สำหรับกุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้ามีชื่อเรียกเป็นพิเศษว่า พระคันธกุฎี เพราะมีกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลา
รูปปั้นประดับตกแต่งต่างๆ
รูปปั้นประดับตกแต่งต่างๆ เช่น สัตว์หิมพานต์และสัตว์ต่างๆ

สัตว์หิมพานต์นั้นเป็นสัตว์ในจินตนาการที่กวี จิตรกร ประติมากร หรือช่าง พรรณนาถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์หรือเขาไกรลาส ดังที่ปรากฏในวรรณคดีไตรภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง) และรามเกียรติ์ โดยมีลักษณะของสัตว์หลายชนิดมาประกอบกันในตัวเดียวเช่น การนำรูปคนมาปนรูปสิงห์หรือการนำรูปยักษ์มาปนกับมังกรและลิง

ในประติมากรรมไทย มักจะเห็นสัญลักษณาสัตว์หมิพานต์ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น
นาค หรือ พญานาค
นาค หรือ พญานาค
นาค หรือ พญานาค
เป็นความเชื่อในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน แต่มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นงูขนาดใหญ่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสู่จักรวาลอีกด้วย โดยลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือ พญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี เหมือนสีของรุ้ง และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร เป็นต้น

ในประติมากรรมไทย มักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอในงาน จิตรกรรม ประติมากรรมและหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่านาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ซึ่งเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลองและนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค อีกทั้งยังเป็นโขนเรือ (หัวเรือ) ในขบวนเรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีอีกด้วย อันได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น
ยักษ์
ยักษ์
ยักษ์
เป็นอมนุษย์ชนิดหนึ่งที่มีกล่าวถึงทั้งในทางศาสนาและวรรณคดี ยักษ์ในความเชื่อของไทยมักได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ โดยยักษ์ในความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และพุทธจะมีหลายระดับขึ้นกับบุญบารมี ยักษ์ชั้นสูง จะมีวิมานเป็นทอง มีรูปร่างสวยงาม มีเครื่องประดับ มีรัศมี แต่ผิวจะดำ ดำอมเขียว อมเหลือง ดำแดงก็มี แต่ว่าดำเนียน มีอาหารทิพย์ มีบริวารคอยรับใช้ ปกติไม่เห็นเขี้ยว เวลาโกรธจึงจะมีเขี้ยวงอกออกมา ยักษ์ชั้นกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นบริวารคอยรับใช้ของยักษ์ชั้นสูง ส่วนยักษ์ชั้นต่ำที่บุญน้อยก็จะมีรูปร่างน่าเกลียด ผมหยิก ตัวดำ ตาโปน ผิวหยาบ เหมือนกระดาษทราย นิสัยดุร้าย สถาปัตยกรรมยักษ์ที่โด่งดังเรื่องความสวยงามและยิ่งใหญ่ ได้แก่ ยักษ์วัดแจ้ง ทั้งยังมีความเชื่อว่าถ้าได้เข้าไหว้พระที่วัดแจ้งแล้ว ชีวิตจะมีแต่ความรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน มีรูปยักษ์ยืนหน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎมี 2 ตัว มือทั้งสองกุมกระบองยืนอยู่บนแท่นสูงประมาณ 3 วา ยักษ์ที่ยืนด้านเหนือ (ตัวขาว) คือ สหัสเดชะ ด้านใต้ (ตัวเขียว) คือ ทศกัณฐ์ เป็นปูนปั้นประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ละเอียดงดงาม เราเดินไปตามทางเดินริมแม่น้ำ จะเห็นอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานอยู่ สำหรับให้ประชาชนกราบไหว้สักการะ รูปยักษ์คู่นี้เป็นของทำขึ้นใหม่ ตัวยักษ์สวยงามลักษณะเดียวกันกับที่วัดพระแก้ว ตามตำนานบอกว่าเป็นฝีมือช่างคนเดียวกัน
หงส์
เป็นนกชนิดหนึ่งที่มีอยู่จริง มีรูปร่างคล้ายห่าน แต่รูปลักษณะในด้านศิลปกรรมถูกนำมาตกแต่งจนเปลียนไปจากเดิม หงส์ไทยงดงามไม่ด้อยกว่าชาติอื่นๆ ตามวรรณคดีต่างๆ จะพบว่าหงส์อาศัยอยู่ที่สระมานะสะ ทางทิศใต้ของเขาไกรลาศ มีเสียงร้องที่ไพเราะ กวีนิยมนำไปเปรียบเทียบกับหญิงงาม หากเราไปตามวัดจะพบว่ามีเสาหงส์หรือเสาธง ซึ่งจะมีการสลักรูปหงส์ ประดับตามเชิงเสาธงหรือ ยอดเสาธงอยู่หลายวัด คงเห็นว่ามีความสวยงามและเหมาะสมมากที่สุดนั่นเอง
รูปปั้นสิงห์
สิงห์
สิงห์
สิงห์ไม่ใช่สัตว์พื้นเมืองของเอเชียตะวันออกแยงใต้ แต่กลับปรากฏในงานศิลปกรรมทั่วไป ซึ่งคงสืบเนื่องจากศากยวงค์ซึ่งเป็นวงค์ของพระพุทธเจ้าและ รูปสิงห์ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในศิลปะอินเดีย โดยถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความกล้าหาญ การรับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียคงได้รับรูปแบบของสิงห์เข้ามาด้วยเช่นกัน สิงห์คือสัตว์ประสมที่มีลักษณะของราชสีห์กับสัตว์ประเภทอื่นๆ หลายท่านที่เคยได้มาเที่ยวทางภาคเหนือ โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบน อาจจะเคยเห็นรูปปั้น “สิงห์” อยู่ประตูหน้าวัด ไม่ว่าจะเป็นประตูใหญ่หรือประตูข้าง หน้าโบสถ์ หน้าวิหารบ้าง หรือรอบๆ พระธาตุเจดีย์ ก็นิยมที่จะสร้างสิงห์ไว้ ความเป็นมาของเรื่องนี้ จะลองนำมาเล่าให้ได้รับทราบกัน หากจะถามว่าสิ่งนี้มีมาตั้งแต่เมื่อใด สมัยใดก็ไม่มีใครระบุให้ทราบแน่ชัด แต่ในวรรณกรรมบางเรื่องก็เคยได้บันทึกไว้ เป็นต้นว่า “นิราศหริภุญชัย” ซึ่งเป็นวรรณกรรมล้านนา สมัยอยุธยาที่มีอายุ 500 กว่าปี เป็นวรรณกรรมที่กล่าวแสดงความอาลัยรักต่อคนรักของตนที่ตนต้องจากไป เพื่อที่จะไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชย ในนิราศหริภุญชัยนี้ได้กล่าวถึงในช่วงที่กวีได้ผ่านหน้าวัดพระสิงห์ (วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งวัดนี้ก็มีรูปลงไว้ให้ชม)