เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร
สัตว์ป่าสงวน
สัตว์ป่าสงวน กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เนื่องจากสัตว์ป่าสงวนเหล่านี้หายาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเข้มงวดกวดขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่สัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือซากสัตว์ป่า ซึ่งอาจจะตกไปอยู่ยังต่างประเทศด้วยการซื้อขาย เนื่องจากสถานการณ์ของสัตว์ป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป สัตว์ป่าหลายชนิดมีแนวโน้มถูกคุกคามเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น จึงได้มีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับเดิมและตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535

สัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติใหม่มี จำนวน 15 ชนิด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรีหรือโคไพร ละองหรือละมั่ง สมัน เลียงผาหรือโครำ กวางผา สมเสร็จ ควายป่า เก้งหม้อ แมวลายหินอ่อน นกกระเรียน นกแต้วแล้วท้องดำ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรและพะยูน

ข้อห้ามและข้อบังคับบางประการจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ควรทราบมีดังนี้
แรด
ชื่อสามัญ : Javan Rhino
จัดแสดงที่ : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ (แรดอินเดีย)
แรดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความสูงที่ไหล่ 1.60 - 1.75 เมตร น้ำหนัก 1,500 - 2,000 ก.ก. ชอบนอนในปลักโคลนตมหนองน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้หนังแตกและถูกแมลงรบกวน แรดมีสายตาไม่ค่อยดีนัก แต่ประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีมาก ชอบกินยอดไม้ ใบไม้ และผลไม้ ตั้งท้องนานประมาณ 16 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว มีอายุถึงประมาณ 50 ปี ปัจจุบันยังมีเหลือแรดอยู่ในธรรมชาติเพียง 20 – 30 ตัวเท่านั้น โดยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม
กระซู่
ชื่อสามัญ : Sumatran Rhino
จัดแสดงที่ : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่
กระซู่จัดเป็นแรดที่พันธุ์เล็กที่สุด มีความสูงที่ไหล่ 1 - 1.4 เมตร น้ำหนัก 900 - 1,000 ก.ก. มี 2 นอ มีประสาทในการรับกลิ่นดีมาก ปีนเขาได้เก่ง เมื่อพบสิ่งกีดขวางจะไม่ข้าม และมักใช้หัวดันให้พ้นทางเดิน ชอบกินกิ่งไม้ ใบไม้และผลไม้ ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ปัจจุบันหายากมาก คาดว่าจะพบได้ในบริเวณป่าทึบตามแนวพรมแดนไทย-พม่า และชายแดนไทย-มาเลเซีย รายงานล่าสุดในปี พ.ศ. 2539 พบรอยเท้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นอกจากนี้ยังมีกระจัดกระจายตามป่าต่าง ๆ แห่งละตัวสองตัว เช่น แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สวนสัตว์ที่จัดแสดง : เคยนำมาจัดแสดงที่สวนสัตว์ดุสิต
กูปรี หรือโคไพร
ชื่อสามัญ : Kouprey
กูปรี หรือโคไพรเป็นสัตว์ป่าตระกูลเดียวกับกระทิงและวัวแดง มีความสูงที่ไหล่ 1.7 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 700 - 900 ก.ก. อยู่รวมกันเป็นฝูง 2 - 20 ตัว มีนิสัยปราดเปรียว ตัวเมียจะเป็นตัวนำฝูงหากินและหลบหนีศัตรู ตัวผู้ตัวใหญ่ที่สุดจะเป็นจ่าฝูง ชอบกินหญ้า ใบไม้และดินโปร่งเป็นครั้งคราว ตั้งท้องนาน 9 - 10 เดือนออกลูกครั้งละ 1 ตัว พบในไทย ลาว เขมร และเวียดนามเท่านั้น ข้อมูลเกี่ยวกับกูปรีมีน้อยและยังถูกล่าอยู่เสมอเพราะเขาของมันมีราคาสูงมาก เป็นที่ต้องการของนักสะสม และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ได้
ละอง หรือละมั่ง
ชื่อสามัญ : Eld's Deer
จัดแสดงที่ : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
ละองเป็นชื่อเรียกตัวผู้ ส่วนละมั่งเป็นชื่อเรียกตัวเมีย มีความสูงที่ไหล่ 1.2 - 1.3 เมตร หนักประมาณ 95 - 150 ก.ก. ขนตามตัวทั่วไปมีสีน้ำตาลแดง ตัวอายุน้อยจะมีจุดสีขาวตามตัว ซึ่งจะเลือนกลายเป็นจุดจางๆ เมื่อโตเต็มที่ ตัวผู้จะมีขนที่บริเวณคอยาวและมีเขา และเขาของละอง จะมีลักษณะต่างจากเขากวางชนิดอื่นๆ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง เล็กๆ ออกหากินทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน กินใบหญ้าใบไม้และผลไม้เป็นอาหาร ตั้งท้องนานประมาณ 7 - 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว คาดว่าปัจจุบันยังมีละองและละมั่งเหลืออยู่ตามบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชา และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีชายแดนไทย-พม่า
สมัน
ชื่อสามัญ : Schomburgk's Deer
สมันเป็นกวางขนาดกลาง และได้ชื่อว่ามีเขาสวยงามที่สุด มีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1 เมตรเมื่อโตเต็มวัย การแตกแขนงของเขาจะมีลักษณะคล้ายสุ่มที่หงายขึ้น ชาวบ้านจึงเรียกว่ากวางเขาสุ่ม ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ และอยู่เฉพาะในทุ่งโล่ง ไม่อยู่ตามป่าทึบเพราะเขาจะเกี่ยวพันเถาวัลย์ได้ง่าย ชอบกินยอดหญ้าอ่อน ผลไม้และใบไม้ สมันได้สูญพันธุ์ไปโดยสมบูรณ์เมื่อราวปี 2475 ซึ่งสมันตัวสุดท้ายของโลกตายด้วยมือของมนุษย์
เลียงผา
ชื่อสามัญ : Serow
เลียงผาเป็นสัตว์กีบคู่มีเขาจำพวกแพะ มีความสูงที่ไหล่ 85 - 94 ซ.ม. หนักประมาณ 85 - 140 ก.ก. อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผา หรือถ้ำตื้น ว่องไวและปราดเปรียวมาก สามารถว่ายน้ำข้ามระหว่างเกาะและแผ่นดินได้ มีประสาทตา หู และรับกลิ่นได้ดีมาก ชอบกินพืชต่างๆ ตั้งท้องนาน 7 - 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ปัจจุบันลดจำนวนลงไปมากเนื่องจากการล่าเพื่อเอาเขาและทำน้ำมันเลียงผา
กวางผา
ชื่อสามัญ : Goral
กวางผามีลักษณะคล้ายแพะ ความสูงที่ไหล่ 50 - 70 ซ.ม. หนักประมาณ 22 - 32 ก.ก. มีขาที่แข็งแรง สามารถกระโดดตามชะง่อนผาได้อย่างว่องไว ชอบอาศัยตามยอดเขาสูงชันจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี อาหารของกวางผาได้แก่ พืชตามสันเขาและหน้าผาหิน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 - 8 เดือน มีอายุประมาณ 8 - 10 ปี
สมเสร็จ
ชื่อสามัญ : Malayan Tapir
มีรูปร่างเหมือนสัตว์หลายชนิดปนกัน ได้แก่ รูปร่างอ้วนตันเหมือนหมู มีจมูกเหมือนงวงช้าง เท้าเหมือนแรด หัว ไหล่ และขา มีสีดำ ส่วนลำตัว ท้อง สะโพก สีขาวหม่น หนักประมาณ 250-300 กิโลกรัม มีประสาทสัมผัสทางกลิ่นและเสียงดีมาก ชอบออกหากินในเวลากลางคืนโดยลำพัง ในป่าดั้งเดิมที่รกทึบ กินหญ้า พืชน้ำ ใบไม้ ยอดไม้ ผลไม้ และไม้พุ่มเตี้ย แม้จะมีรูปร่างอ้วนแต่ก็ปีนขึ้นเนินและหน้าผาเก่ง ว่ายน้ำเก่ง ชอบแช่น้ำและคลุกโคลน ตั้งท้องนาน 13 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
ควายป่า
ชื่อสามัญ : Wild Water Buffalo
รูปร่างปราดเปรียวและขนาดลำตัวใหญ่กว่าควายบ้าน มีความสูงที่ไหล่ 1.6 - 1.9 เมตร หนักประมาณ 800 - 1,200 ก.ก. ชอบนอนแช่ปลักให้ดินโคลนพอกลำตัว เพื่อป้องกันแมลงรบกวน มีนิสัยชอบอยู่เป็นฝูง จะดุร้ายมากถ้าบาดเจ็บ กินใบไม้ หญ้า และหน่อไม้เป็นอาหาร ตั้งท้องประมาณ 10 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ปัจจุบันพบบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีเท่านั้น
เก้งหม้อ
ชื่อสามัญ : Fea's Barking Deer
ลักษณะคล้ายเก้งธรรมดา แต่สีลำตัวคล้ำกว่า หางสั้น ด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน มีความยาวลำตัวและหัว 88 เซนติเมตร ความยาวหาง 10 เซนติเมตร น้ำหนัก 22 กิโลกรัม ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6 เดือน ผลัดเขาปีละ 1 ครั้ง เก้งหม้ออาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้นสูง เช่นในป่าดงดิบตามลาดเขา บริเวณหุบเขาหรือป่าดิบชื้นใกล้แหล่งน้ำ อดน้ำได้ไม่เก่งเท่าเก้งธรรมดา ออกหาอาหารตามลำพังในช่วงเย็นหรือพลบค่ำ ชอบกินใบไม้ ใบหญ้าและผลไม้ จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น
แมวลายหินอ่อน
ชื่อสามัญ : Marbled Cat
มีขนาดเท่ากับแมวบ้าน แต่มีหางยาวกว่าและหนากว่า น้ำหนักประมาณ 4 - 5 ก.ก. สีขนมีลวดลายเป็นแถบหรือเป็นดวง คล้ายลวดลายของเสือลายเมฆ อาศัยอยู่ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ส่วนใหญ่มักอยู่บนต้นไม้ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของมันได้แก่ แมลง งู นก หนู และลิงขนาดเล็ก ปัจจุบันหายากมาก มีรายงานพบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งได้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน
นกกระเรียน
ชื่อสามัญ : Sarus Crane
เป็นนกขนาดใหญ่ที่เคยพบตามท้องทุ่งที่ชื้นแฉะ และหนองบึงที่ใกล้ป่า เมื่อยืนมีความสูงราว 150 ซ.ม. ออกหากินเป็นคู่และกลุ่มครอบครัว และจะจับคู่อยู่ด้วยกันตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามมีการบันทึกว่ามีการเปลี่ยนคู่อยู่เช่นเดียวกัน อาหารของนกกระเรียนคือแมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ เมล็ดข้าว และหญ้าอ่อน วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง ปัจจุบันไม่พบในประเทศไทยเพราะถูกล่า และแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย แต่ยังพบในประเทศลาวและเขมร
นกแต้วแล้วท้องดำ
ชื่อสามัญ : Gurney's Pitta
ขนาดลำตัวยาว 21 ซ.ม. ชอบทำรังบนกอระกำและกอหวาย ซึ่งมีหนามแหลม ใกล้ลำธารเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการหาอาหาร กินไส้เดือน ตัวอ่อนด้วง ปลวก จิ้งหรีด ตั๊กแตน หอยทาก และกบ เมื่อตกใจหรือมีอันตรายจะร้อง "แต้ว แต้ว" เพื่อเป็นสัญญาณเตือนนกตัวอื่น วางไข่คราวละ 3 - 4 ฟอง ปัจจุบันพบแห่งเดียวในโลก ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จังหวัดกระบี่ คาดว่าเหลืออยู่ไม่เกิน 100 ตัว และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ในไม่ช้าเนื่องจาก ถิ่นที่อยู่กำลังถูกบุกรุกอย่างรุนแรง
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ชื่อสามัญ : White-eyed River Martin
นกเจ้าฟ้าหญิงสิริธรเป็นนกเฉพาะถิ่น พบในบริเวณบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ พบครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2511 ปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ชนิดลำตัวยาว 15 ซ.ม. มีสีดำออกเขียวเหลือบ ตะโพกขาว หางมีขนคู่กลางมีแกนยื่นออกมาเป็นเส้นเรียวแผ่ตรงปลาย วงรอบตาสีขาว ปากสีเหลืองสดออกเขียว จะเกาะนอนอยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่น ๆ ตามใบอ้อ และ ใบสนุ่น พฤติกรรมเป็นที่ทราบน้อยมากรวมถึงแหล่งผสมพันธุ์วางไข่ คาดว่าเหมือนนกนางแอ่นชนิดอื่นที่บินจับแมลงกินกลางอากาศ
พะยูน
ชื่อสามัญ : Dugong
พะยูนหรือหมูทะเลไม่ใช่ปลาแต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่มีครีบหลัง มีน้ำหนักประมาณ 300 ก.ก. อาศัยอยู่ตามท้องทะเลชายฝั่ง อยู่รวมกันเป็นครอบครัว หลายครอบครัวจะมาหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่ กินพืชจำพวกหญ้าทะเลตามชายฝั่ง ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 1 ปี ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ปัจจุบันพบพะยูนประมาณ 40-50 ตัวอยู่บริเวณเกาะลิบงและหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง
ขณะนี้ประเทศไทย เวลา 14:08 [ eng | ไทย ]