สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยา, แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยา, ที่เที่ยวจังหวัดอยุธยา

สถานที่ท่องเที่ยว ในจังหวัดอยุธยา
พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระัราชวังหลวง (Royal Palace)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ในปัจจุบันเรียกว่า "พระราชวังโบราณ" เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ใกล้กับกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยาซึ่งเดินทางจากวังจันทรเกษมไป 2 กิโลเมตรทางทิศเหนือ โดยสถานที่ที่สำคัญภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังได้แก่
• พระที่นั่งวิหารสมเด็จ (Wihan Somdet Hall)
พระที่นั่งมีพระปรางค์ประดิษฐานยู่ด้านบน ยอดปรางค์มีมุกหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อม 2 ด้าน ใช้ในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นพระที่นั่งปิดทององค์แรกที่สร้างในสมัยอยุธยา
• พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท (Sanpet Prasat Hall)
เป็นปราสาทยอดปรางค์ตั้งอยู่ตรงกลาง สร้างแบบเดียวกันกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุขยื่นออกมาเพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง
• พระที่นั่งสำคัญสุริยาสน์อมรินทร์ (Suriyat Amarin Hall)
เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลงอยู่ติดกำแพงริมน้ำเป็นที่ประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท
• พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ (Chakkrawat Phaichayon Hall)
ลักษณะเป็นปราสาทตรีมุขตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในหน้าพระราชวังเป็นที่สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกซ้อมทหาร
• พระที่นั่งตรีมุข (Trimuk Hall)
ตั้งอยู่ด้านหลังพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทเชื่อว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับพักผ่อนในอุทยาน
• พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ (Banyong Rattanat Hall)
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระที่นั่งท้ายสระ เป็นปราสาทจตุรมุขตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ เป็นพระที่นั่งขนาดเล็กตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเพทราชาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นสำหรับเป็นที่ประทับและสำราญพระราชหฤทัย โดยสร้างเป็นปราสาทจตุรมุขอยู่บนเกาะ ขนาดขื่อกว้าง 6 เมตร สูง 40 เมตร มีเครื่องยอด 9 ชั้น มีพรหมพักตร์มีฉัตรและหลังคามุงด้วยกระเบื้องดีบุก มีสระน้ำล้อมรอบ ด้านหลังพระที่นั่งมีสระเลี้ยงปลาเงินปลาทองเรียกว่า "อ่างเเก้ว" ภายในอ่างก่อเป็นภูเขาและทำน้ำพุ ตั้งอยู่ท้ายพระบรมมหาราชวังระหว่างพระมหาปราสาท 3 องค์คือ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท และพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
เปิดให้เข้าชม : ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. พระที่นั่งตรีมุข สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
สร้างขึ้นสำหรับพระราชาธิบดีประทับทอดพระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียดหรือการจับช้างกลางแปลงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ในอดีตช้างป่าจะถูกนำมาฝึกเพื่อเป็นช้างรบหรือใช้ในยามปกติ พระที่นั่งเพนียดและตัวเพนียดที่เห็นในปัจจุบันนั้นลักษณะเป็นคอกล้อมด้วยซุงทั้งต้น มีปีกกาแยกเป็นรั้วไปสองข้างรอบเพนียดเป็นกำแพงดินประกอบอิฐเสมอยอดเสา ด้านหลังคอกตรงข้ามแนวปีกกาเป็นพลับพลาที่ประทับช้างเชือกหนึ่งเคยถูกให้เเสดงต่อหน้าพระพักตร์ของรัชกาลที่ 5 เพื่อต้อนรับแขกเมืองในสมัยนั้นคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กษัตริย์รัสเซียตอนเสด็จเยือนสยาม สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตกเป็นอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรและเป็นการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล พระที่นั่งเพนียด สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
อยู่ที่ตำบลเกาะเรียนในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมากในสมัยนั้นทางการญี่ปุ่นได้อนุญาติให้ชาวญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาก็มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยมากขึ้น

หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดา เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นออกญาเสนาภิมุข รับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจวบจนสิ้นชีวิต รูปปั้นของนากามาซาและจารึกประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยอยุธยาได้สร้างขึ้นโดยสมาคมไทยญี่ปุ่น อาคารนิทรรศการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรอยุธยาและต่างประเทศ
เปิดให้เข้าชม : ทุกวันตั้งแค่เวลา 8.00–18.00 น.

กำแพงและประตูวัง (City Wall And Gate)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านในและพบซากอิฐในบริเวณเรือนจำหลายแห่ง กำแพงและประตูวัง
พระที่นั่งพิมานรัตยา (Phiman Rattaya Hall)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง สันนิษฐานว่าก่อสร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาและในสมัยรัตนโกสินทร์เคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบันจัดแสดงพระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์สมัยต่างๆ และเครื่องไม้จำหลักสมัยอยุธยา เป็นต้น
พลับพลาจตุรมุข (Phlapphla Chaturamuk)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
เป็นพลับพลาเครื่องไม้ ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออกเดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เวลาเสด็จประพาส ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องชามลายครามของจีน อาวุธสมัยโบราณและเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์ (Phisai Sanyalak Hall)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
พระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์ หรือ หอส่องกล้อง เป็นหอสูงสี่ชั้นอยู่ที่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามรากฐานเดิมทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว ปัจจุบันถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ภายในแสดงเครื่องใช้โบราณของจีน เช่น เครื่องลายคราม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 4 พระพุทธรูป เป็นต้น
เปิดให้เขาชม : ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ พระที่นั่งพิมานรัตยา สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
เป็นเรือนไทยที่มีลักษณะสอดคล้องกับคำอธิบายที่มีอยู่วรรณกรรมไทย คุ้มตั้งอยู่ที่ถนนป่าโทนใกล้กับวิหารพระมงคลบพิตรเป็นตัวอย่างของหมู่เรือนไทยภาคกลางในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ เดิมเป็นจวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2437 ที่เกาะลอยบริเวณสะพานเกลือซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการมณฑล ต่อมาในราวปี พ.ศ.2483 ปรีดี พนมยงค์ นายรัฐบุรุษอาวุโส ได้ย้ายจวนหลังนี้มาสร้างในบริเวณคุกนครบาลเก่าของพระนครศรีอยุธยาพร้อมทั้งสร้างเรือนไทยเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ.2499 และให้ชื่อเรือนไทยนี้ว่าคุ้มขุนแผน ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้

การเดินทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วให้ข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนถึงศาลากลางจังหวัดหลังเดิม จะเห็นสามแยกแล้วเลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนักจะเห็นคุ้มขุนแผนอยู่ทางซ้ายมือ
เปิดให้ชม : ทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น.

คุ้มขุนแผน
ป้อมเพชร (Phom PhetThe or Diamond Fort)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ป้อมเพชรยังคงสภาพเดิมเกือบทั้งหมดซึ่งป้อมอื่นๆ ที่ตั้งอยู่รอบๆ เมืองได้ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว ป้อมเพชรตั้งอยู่ริมน้ำบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลมาจบกันที่บางกะจะ ป้อมมีขนาดใหญ่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ป้อมสร้างอย่างแข็งแรงด้วยอิฐ สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางตอนใต้ของตัวเมือง ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้ากับกรุงศรีอยุธยา โดยเมื่อปี พ.ศ. 2054 มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญ กษาปณ์ และเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ภายในอุทยานมีแม่น้ำตัดผ่านและมีโบราณสถานมากมายอาทิเช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมงคลบพิตร, วัดหน้าพระเมรุ, วัดธรรมมิกราช, วัดราชบูรณะ และวัดพระมหาธาตุ ซึ่งสามารถเดินเยี่ยมชมได้

ซึ่งภายในอุทยานมีอาณาเขตกว้างขวางและมีโบราณสถานและวัดอยู่มากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานเพื่อขี่ชมวัดหรือสถานที่ต่างๆ รวมถึงการเช่าเรือหางยาวแล่นไปตามแม่น้ำในอุทยาน

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา สถานที่สำคัญในอุทยานคือ วิหารพระมงคลบพิตร ที่มีพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ป้อมและปราการรอบกรุง (Ancient Forts and Fortresses)
สถานที่ตั้ง : อำเภอพระนครศรีอยุธยา
กำแพงเมืองที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างครั้งแรกนั้นเป็นเพียงเชิงเทินดินและมีเสาไม้ระเนียดปักข้างบน ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ก่ออิฐถือปูนขึ้นตามพระราชพงศาวดารมีการสร้างป้อมต่างๆ อาทิ ป้อมมหาไชย ป้อมซัดกบ ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์ และป้อมจำปาพลเป็นต้น ป้อมขนาดใหญ่ๆ มักตั้งอยู่บริเวณทางแยกระหว่างแม่น้ำ เช่น ป้อมเพชรตั้งอยู่ตรงที่บรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก ป้อมมหาไชยตั้งอยู่มุมวังจันทรเกษมบริเวณซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบันตัวป้อมได้ถูกรื้อ เพื่อนำอิฐไปสร้างพระนครใหม่ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ปราสาทนครหลวง สถานที่ตั้ง : อำเภอนครหลวง
อยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก ตำบลนครหลวง เป็นตำหนักที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี และเป็นที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่มาสร้างเป็นที่ประทับก่ออิฐถือปูนในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในแผ่นดินนี้พระองค์โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทศิลา ที่เรียกว่าพระนครหลวง กลับมาเป็นประเทศราชอีกแต่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยประการใดไม่ปรากฏ ต่อมาจึงมีผู้สร้างมณฑปและพระบาทสี่รอยขึ้นบนปราสาทนี้ ส่วนตำหนักที่สร้างข้างปราสาทนี้ได้เป็นซากปรักหักพังหมดแล้ว

 

เพิ่มขนาดตัวอักษร ตัวอักษร ลดขนาดตัวอักษร